Aloil ♠ Iyochan View my profile

[Fic K Sarumi] Merge our minds (9) Return !

posted on 20 Apr 2013 17:10 by capuchinoz in K-PROJECT
ฮุดชร่าาาาาาาาาาาาา พึ่งมีแรงอันงุ้งงิ้งมาปั่นฟิคต่อค่ะ !!!
พอดีเฟลจากตอนที่แล้วมาก ตอนนี้ก็เลยพยายามปรับให้ดีขึ้นค่ะ /ฮา
ใครติดตามมาถึงตอนนี้แล้วบ้าง ยังไงก็ขอบพระคุณไปอย่างสูงอีกทีนะคะ *กอดรัด*
 
ปล เดี๋ยวตอนหน้ามาเมื่อไหร่จะเอาคำว่า Return ออกนะคะ เพราะมันดูผิดแปลกชาวบ้าน (ชะอ่าว ?)
 
 
Warning : ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย ผู้ใดที่รับไม่ได้หรือไม่ชอบกด [x] ที่มุมขวาบนสุด
บนจอได้เลยค่ะ และเนื้อหามีการอ้างอิงถึงเนื้อเรื่องในอนิเมะจริงๆเล็กน้อย
เรื่องที่เขียนเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับ SS2 เลย
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
Merge our minds 
 
 
Fushimi Saruhiko x Yata Misaki
 
หมายเห็ด* แอบเพิ่มหน้าเป็น 2 เท่ากว่าเดิม รู้สึกว่าเอนทรี่ที่ผ่านมามันสั้นมาก 5555555555555 เอาทั้งที หนำใจคนอ่านไปเลยแล้วกันค่ะ =3=

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 
 
 

            ภายในห้องโถงใหญ่ที่ควรจะมีบรรยากาศคนทำงานอย่างขะมักเขม้นเดินเพ่นพ่านผสานงานกัน กลับเงียบงันสงัดราวกับป่าช้า มีเพียงเสียงเก้าอี้หมุนไปมากับปลายนิ้วที่กำลังกดแป้นพิมพ์เอกสารกองโตอย่างคล่องแคล่วนั่งแฮ็คข้อมูลองค์กรอื่นอย่างเบื่อหน่าย

 

            บวกกับบรรยากาศเคว้งคว้างไร้เสียงดนตรีหรือคนเดินที่น่าจะบรรเลงให้รู้สึกไม่วังเวงสักนิดเดียวก็ไม่มี ทำให้คนที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ต้องเคาะแป้นดังๆทำลายความเงียบจนดังไปทั่วห้อง ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันหยุดของทุกคน มีเพียงคนที่เข้ามาความสะอาดเท่านั้นที่จะเข้ามาทำงานในวันนี้

 

            ยกเว้นอยู่บางคนที่ต้องมา

 

            โดยเฉพาะ ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ 

 

            ทำงานไป เดาะลิ้นไปเป็นว่าเล่น ประจวบกับเวลาใกล้เที่ยงแล้วงานก็ยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่ จะแอบเล่นเกมก็ไม่ได้เพราะในห้องนี้มีแต่กล้องวงจรปิดไปหมด มือเท้าคางไม่พอใจ แสงที่สะท้อนเข้าไปในกรอบแว่นหนาสีดำเป็นเวลานานทำให้รู้สึกปวดตาจนคิ้วแทบขมวดติดกัน ตาเริ่มเพลียจากการตื่นออกมาทำงานแต่เช้า มองจอคอมพิวเตอร์กับเอกสารสลับกันเวียนหัวจนแทบอ้วก

 

            “ได้ข่าวว่าตอนอยู่ Homra ก็แฮ็คข้อมูลเก่งนี่ งานไปถึงไหนแล้วล่ะ ฟุชิมิคุง ?”

 

            เสียงใสดังขึ้นหลังเก้าอี้ หญิงสาวผมสีบลอนด์รวบมวยในเครื่องแบบ Scepter 4 เดินมายืนจ้องมองกองงานที่เคยเอามาตั้งไว้ให้จนตอนนี้ยังเคยมีอยู่เท่าไหร่ ก็ยังคงมีอยู่เท่านั้น ชายหนุ่มพลิกตัวหมุนเก้าอี้กลับมาจ้องปะทะกับหญิงสาวตำแหน่งสูงกว่าตน อยู่ที่นี่ด้วยกันมานานแต่การแสดงมารยาทก็ยังคงเหมือนเดิม

 

            “เป็นงานของหน่วยอื่นแท้ๆ ถึงผมจะแฮ็คข้อมูลเป็น ไม่ได้หมายความว่าคุณจะโยนงานมาให้ได้ง่ายๆนะ” ถึงจะเป็นถึงขั้นรองหัวหน้าก็เถอะ น่ารำคาญจริง.... ฟุชิมิต่อในใจ

            “ช่วยไม่ได้ เห็นเป็นเด็กเงียบๆ ไม่สุงสิงกับใคร อยู่ๆก็ได้มาเป็นหัวหน้าหน่วยรบพิเศษ คงเพราะด้วยความอัจฉริยะตั้งแต่เด็กสามารถเรียนรู้ได้ไวกว่าคนอื่น แต่พอดีเห็นว่างานง่ายๆแค่นี้ยังทำไม่เสร็จ เลยประหลาดใจนิดหน่อย รู้สึกว่าตอนที่เธอไม่อยู่ ทุกคนในหน่วยเธอก็เดือดร้อนแบกภาระเหมือนกัน เพราะงั้นทำงานไปเถอะ ไม่ต้องบ่น”

 

            เธอเทศนายาวพร้อมกับจิกลงไปในประโยคเดียวกัน กอดอกมองผลงานชายหนุ่มลูกน้องเอาแต่ใจ วันนี้เป็นวันหยุดของเธอกลับต้องมารับผิดชอบงานร่วมกันโดยที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักประแดงเดียวเพราะคำสั่งจากเบื้องบน แม้ไม่ต้องมองอะไรมากเธอก็พอเดาออกว่า หนุ่มแว่นสีดำกรอบหนานิ่งเงียบกำลังเก็บความไม่พอใจมันไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยไว้อยู่

 

            “ตั้งแต่เธอรู้ว่าเพื่อนสนิทของเธอยังคงเกิดอาการช็อคจากเหตุการณ์การปะทะกันของราชา พอจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ฟุชิมิคุง ?”

 

            หลังจากเหตุการณ์นั้นมา ฟุชิมิก็มาทำงานบ้าง ไม่ทำงานบ้าง เอาแต่อ้างว่าจะไปลาดตระเวนบ้างก็บ่อย บางทีทำงานอยู่ดีๆก็หายไปไหนไม่รู้ทำเอาลูกน้องหรือเหล่าสมาชิกใหม่ทำอะไรไม่ถูก เธอได้แต่คิดแล้วมองคนเจ้าปัญหาข้างหน้า แค่พูดว่าเพื่อนสนิท คู่สนทนาก็เริ่มฉุนแล้ว

 

            “จะเที่ยงแล้วสิ รีบไปกินข้าวแล้วกลับมาทำงานตอนบ่ายก็ได้นะ นี่เอกสารจากหัวหน้า คดีระเบิดของเธอโดยเฉพาะ”

 

            เมื่อกล่าวเสร็จเธอหยิบกระดาษใบหนึ่งให้คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นการตัดบท เขารับมันขึ้นมาอ่านแล้วเก็บใส่กระเป๋ากางเกง ลุกขึ้นเดินสาวเท้าเดินออกจากประตูไปโดยที่ไม่พูดไม่จาสักคำ หญิงสาวผมสีบลอนด์รวบมวยมองตามไปข้างหลัง บางทีก็รู้สึกชินชากับการแสดงออกแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรจนกลายเป็นเรื่องปกติแล้วก็เลยไม่อยากคิดอะไร

 

            กริ๊งง กริ๊งงง… !

 

            อยู่ๆเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เธอถึงได้เลิกสนใจชายที่พึ่งเดินออกจากห้องไปไม่นาน ชื่อผู้บังคับบัญชาหัวหน้าใหญ่ที่สุดใน Scepter 4 ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ อาวาชิมะกดรับสายพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย ตอบไปตามประเด็น

 

            “อาวาชิมะ เซริ ค่ะ ? ค่ะ... ดูท่าจะไม่ได้มีอาการทางจิตที่เรียกว่าแต่ มิซากิ อะไรอย่างที่คุณหมอว่าแล้วนะคะ เมื่อกี้นี้เองก็ยังคุยกันปกติ... ค่ะ ....มอบหมายงานเรียบร้อยแล้วค่ะ ....รับทราบค่ะ”

 

อาการมันจะหายจริงๆหรอ ?

เด็กคนนั้นมีอิทธิพลต่อฟุชิมิขนาดนั้นมากเลยหรือ ?

           

            เธอกดวางสายทั้งๆที่ยังมีอะไรค้างคาอยู่ในใจ

 

            ณ ย่านใจกลางเมือง

            ตามท้องถนนเบียดเสียดอัดแน่นไปด้วยผู้คน ช่วงเวลาเที่ยงเป็นช่วงที่หลายๆคนจะออกจากบ้านไม่ก็ที่ทำงานมาหาอะไรทานข้างนอกเอากำลังไปลุยงานช่วงบ่ายกันต่อ ดูชุลมุนสับสนวุ่นวายเรียงรายเต็มทั่วเมืองไปหมด ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ

 

            “ปล่อยยยยยยยยยยยยยยยย !!!”

 

            ทว่าเสียงเอะอะโวยวาย สร้างจุดสนใจให้กับคนรอบข้างไม่น้อย โดยเฉพาะหนุ่มร่างเล็กที่มองผ่านๆแล้วเหมือนเด็กผู้หญิงหน้าหวานติดที่ว่าไม่มีหน้าอกกำลังถูกใครบางคนลากไปที่ไหนสักแห่งด้วยท่าทีขัดขืนฝืนใจ ข้อมือเล็กๆถูกบีบจนแดงช้ำไปหมด เขาใช้มืออีกข้างทุบตีมือแกร่งอีกฝ่ายไปมาด้วยความอายในที่สาธารณะ หาได้เรียกความสนใจไม่ ก็ได้แค่กลับมามองแล้วก็เดินไปข้างหน้าต่อ

 

            “เจ็บบ ! โอ้ยยย พอแล้วซารุ มันเจ็บ !”

 

            เมื่อถึงที่หมายร่างโปร่งชะงักมือแล้วค่อยๆคลายมือออก ยาตะ เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลแดงเพลิงชักมือออกอย่างไว เอามืออีกข้างลูบรอยแดงที่ถูกบีบรัดจนแน่น แก้มเริ่มป่องสูดอากาศเป่าให้ความเจ็บหายไปเหมือนเด็กๆเขาทำกัน จ้องเขม็งมองร่างสูงโปร่งในเครื่องแบบเต็มยศด้วยสายตาจิกกัด

 

            “ลากมาดีๆก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้กำลัง แกไปโมโหอะไรมาเนี่ย ?” ยาตะเบ้ปาก

            “ไม่ได้โมโห”

 

            คำพูดสุดขัดกับหน้าตาที่กำลังบึ้งตึง ร่างโปร่งทำหน้าเบื่อหน่ายนิ้วเรียวยาวชี้ไปที่ตึกสูงขนาดใหญ่ตั้งสง่าอยู่ข้างหน้า มันคือ ‘ โรงแรม ‘ ในย่านใกล้ๆนี้ ร่างเล็กยังเอียงคองงสงสัย จนทำให้อีกฝ่ายเบื่อมากกว่าเดิมกับท่าทีใสซื่อที่ชี้ถึงขนาดโรงแรมแล้วยังจะโวยวาย

 

            “ไปที่นั่นกับฉัน” เขาเปิดประเด็น

                “ห้ะ ?... ไปทำไมวะ ?”

           

            ในขณะนั้นเอง ยาตะเหลือบไปเห็นคู่รักคู่หนึ่งกำลังโอบเอวเดินเข้าไปในโรงแรมดูมีความสุขผิดกับยาตะที่เริ่มหน้าซีดหน้าเซียว นึกแขยงขึ้นมากะทันหัน เขาหันไปมองสลับกับฟุชิมิ ร่างสูงส่งสายตาเหยียดๆไม่แยแสกลับมา ทำให้ยาตะทำตัวไม่ค่อยจะถูก เห็นอีกฝ่ายตั้งแต่ลากเขาออกมาจากหอ Scepter 4 แล้วก็ดูอารมณ์เสียตลอดทาง

 

            “ถ้าฉันรู้ว่าแกจะมาที่นี่เพื่อการนี้ กลับไปที่ห้องดีกว่าไหม”

            “กลับไปที่ห้องทำไม ก็ฉันอยากมาที่นี่”

            “มาทำอะไรที่โรงแรม ?”

            “ฉันแค่อยากระบายอารมณ์”

 

            ดูจากแววตาฝ่ายที่ลากมาแล้วเข้มขรึมจริงจังมากกว่า 3 วันที่ผ่านมา ทั้งดูร้อนรนมากกว่าปกติ ฟุชิมิไม่พูดอะไรมาก เขาก็ยังพอจะรู้ตัวอยู่ นึกถึงคำพูดของบาร์เทนเดอร์ที่เคยพูดทางโทรศัพท์เมื่อวันก่อนแล้วว่าอย่าไปทำให้เจ้าหมอนี่ไม่พอใจ... เขายังไม่รู้สาเหตุเลยสักนิดว่าทำไม แต่ก็ทำตามไปแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่

 

            “ฉันจะจ่ายค่าเข้าให้เอง ไม่ต้องห่วง”

 

            ใบหน้าหยักยิ้มของร่างสูงโปร่ง สร้างความไม่ไว้ใจเป็นอย่างมากในความคิดของยาตะ ฟุชิมิคว้าข้อมือเล็กบีบแน่นแล้วลากไปอีกรอบ จากแผลเดิมที่ยังช้ำไม่หายถูกซ้ำเติมอีกครั้งจนร่างเล็กร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด นึกจะยื้อกลับก็เกรงจะตกเป็นเป้าสายตาคนรอบข้างอีก ยาตะจึงเดินตามให้ทันจนตอนนี้ตัวเองยืนขนานกับฟุชิมิพอดี เดินตรงไปยังโรงแรม เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมปล่อยมือเขาแถมยังบีบรัดแน่นกว่าเดิมอีก ไม่เข้าใจเจ้าหมอนี่เลยจริงๆ

 

เขาแค่รู้สึกว่าหมอนี่ไม่อยากให้เขาไปไหนก็เท่านั้น

 

            ......

 

            สุดท้ายทุกอย่างมันก็จบลงที่นี่

 

            “อะ... อาาา”

 

            ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วหน้าและตัวของร่างเล็ก ทั้งร่างกายที่ได้รับไอความร้อนรอบๆทำให้ต้องปล่อยหยาดเหงื่อออกมาเต็มตัว เลือดสูบฉีดขึ้นหน้าจนอมชมพู ปากเล็กบางๆอ้าพ่นระบายความร้อนเพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกาย กำลังลิ้มรสชาติที่ไม่เคยลอง ของเหลวสีใสๆเริ่มปริ่มที่ดวงตากลมโตเล็กน้อยก่อนจะไหลลงแก้มข้างหนึ่งออกมา

            “อะ...”

            ยาตะซดน้ำซุปราเม็งอึกสุดท้ายลงคอ ตามด้วยดื่มน้ำเปล่าไปอีกหลายเฮือก ร้านนี้เป็นร้านราเม็งเล็กๆที่พึ่งเปิดใหม่มาไม่นานตั้งอยู่ใกล้ๆโรงแรมพอดี คนเลยพากันแห่เข้ามาลองชิมมากพอสมควร ยิ่งคนอัดแน่นมากเท่าไหร่ก็ยิ่งร้อนมากเท่านั้น คนต่อแถวข้างนอกเยอะจนคิดว่าถ้าไม่อยากเป็นตะคริวตายก่อนกินก็อย่าเข้าร้านเลยดีกว่า จริงๆแล้วยาตะอาจจะไม่ได้กินเลยด้วยซ้ำ ต้องขอบคุณคนข้างๆเพราะแค่สายตามันมองทุกคนก็ถอยกรูดกันหมดแล้ว

 

            “อะ... อร่อยอะ ถึงจะเผ็ดไปหน่อยก็เถอะ ! ขอบคุณที่เลี้ยงมื้อกลางวันนะ ซารุ !”

 

            ยาตะยิ้มร่ากินราเม็งอิ่มเต็มท้อง ฟุชิมิไม่ได้สนใจเสียงยาตะเลยแม้แต่น้อย มันรู้สึกเหม็นเขียวและอารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิมที่สั่งว่าไม่ใส่ผักแต่ก็ได้จานที่มีผักเต็มๆและเยอะกว่าของยาตะ เพราะความสะเพร่าและรีบร้อนของเจ้าของร้าน เขาใช้เวลาเขี่ยๆมันทิ้งนานกว่าจะกินหมด เหลือแต่เศษผักไว้ในจานโล่งๆเท่านั้น  ใจจริงอยากจะเข้าไปกินข้าวในโรงแรม แต่ร่างเล็กคิดว่าเข้าไปทำอย่างอื่น ก็เลยยื้อกันไปมาจนสุดท้ายก็ต้องมาหยุดที่ร้านนี้... ก็เป็นครั้งแรกที่ยอมล่ะนะ

 

            “กินๆเข้าไปเหอะ ผักอะ ระบายอารมณ์ ‘ หิว ‘ ของแกไง แล้วไหนจะต้องไปทำงานบ่ายอีกนี่”

            “นี่แหละงานของฉันตอนบ่าย”

            “หรอ แล้วฉันต้องกลับหอคนเดียวใช่ไหมๆ ?”

 

            น้ำเสียงคะยั้นคะยอของร่างเล็กบ่งบอกเจตนาที่แท้จริงของตนได้เต็มที่ว่า ‘ เดินกลับเองคนเดียวก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ‘ ฟุชิมิไม่ให้คำตอบ แกล้งหยิบกระดาษที่ได้รับจากรองหัวหน้าขึ้นมาอ่านอยู่นาน เท้าคางด้วยความเหนื่อยหน่าย เขาขย้ำมันทิ้งขว้างลงถังขยะใกล้ๆอย่างแม่นยำ จนร่างเล็กทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาใหม่

 

            “พูดถึงงานแกแล้ว คงได้รับคดีระเบิดนั่นสินะ งานเป็นยังไงบ้าง”

            “ยังไม่ค่อยมีข้อมูลที่พอจะสืบหาตัวได้เท่าไหร่ ”

            “ฉันพอจะช่วยอะไรแกได้ปะ ?”