Aloil ♠ Iyochan View my profile

[Fic K Sarumi] Merge our minds (9) Return !

posted on 20 Apr 2013 17:10 by capuchinoz in K-PROJECT
ฮุดชร่าาาาาาาาาาาาา พึ่งมีแรงอันงุ้งงิ้งมาปั่นฟิคต่อค่ะ !!!
พอดีเฟลจากตอนที่แล้วมาก ตอนนี้ก็เลยพยายามปรับให้ดีขึ้นค่ะ /ฮา
ใครติดตามมาถึงตอนนี้แล้วบ้าง ยังไงก็ขอบพระคุณไปอย่างสูงอีกทีนะคะ *กอดรัด*
 
ปล เดี๋ยวตอนหน้ามาเมื่อไหร่จะเอาคำว่า Return ออกนะคะ เพราะมันดูผิดแปลกชาวบ้าน (ชะอ่าว ?)
 
 
Warning : ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย ผู้ใดที่รับไม่ได้หรือไม่ชอบกด [x] ที่มุมขวาบนสุด
บนจอได้เลยค่ะ และเนื้อหามีการอ้างอิงถึงเนื้อเรื่องในอนิเมะจริงๆเล็กน้อย
เรื่องที่เขียนเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับ SS2 เลย
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
Merge our minds 
 
 
Fushimi Saruhiko x Yata Misaki
 
หมายเห็ด* แอบเพิ่มหน้าเป็น 2 เท่ากว่าเดิม รู้สึกว่าเอนทรี่ที่ผ่านมามันสั้นมาก 5555555555555 เอาทั้งที หนำใจคนอ่านไปเลยแล้วกันค่ะ =3=

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 
 
 

            ภายในห้องโถงใหญ่ที่ควรจะมีบรรยากาศคนทำงานอย่างขะมักเขม้นเดินเพ่นพ่านผสานงานกัน กลับเงียบงันสงัดราวกับป่าช้า มีเพียงเสียงเก้าอี้หมุนไปมากับปลายนิ้วที่กำลังกดแป้นพิมพ์เอกสารกองโตอย่างคล่องแคล่วนั่งแฮ็คข้อมูลองค์กรอื่นอย่างเบื่อหน่าย

 

            บวกกับบรรยากาศเคว้งคว้างไร้เสียงดนตรีหรือคนเดินที่น่าจะบรรเลงให้รู้สึกไม่วังเวงสักนิดเดียวก็ไม่มี ทำให้คนที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ต้องเคาะแป้นดังๆทำลายความเงียบจนดังไปทั่วห้อง ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันหยุดของทุกคน มีเพียงคนที่เข้ามาความสะอาดเท่านั้นที่จะเข้ามาทำงานในวันนี้

 

            ยกเว้นอยู่บางคนที่ต้องมา

 

            โดยเฉพาะ ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ 

 

            ทำงานไป เดาะลิ้นไปเป็นว่าเล่น ประจวบกับเวลาใกล้เที่ยงแล้วงานก็ยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่ จะแอบเล่นเกมก็ไม่ได้เพราะในห้องนี้มีแต่กล้องวงจรปิดไปหมด มือเท้าคางไม่พอใจ แสงที่สะท้อนเข้าไปในกรอบแว่นหนาสีดำเป็นเวลานานทำให้รู้สึกปวดตาจนคิ้วแทบขมวดติดกัน ตาเริ่มเพลียจากการตื่นออกมาทำงานแต่เช้า มองจอคอมพิวเตอร์กับเอกสารสลับกันเวียนหัวจนแทบอ้วก

 

            “ได้ข่าวว่าตอนอยู่ Homra ก็แฮ็คข้อมูลเก่งนี่ งานไปถึงไหนแล้วล่ะ ฟุชิมิคุง ?”

 

            เสียงใสดังขึ้นหลังเก้าอี้ หญิงสาวผมสีบลอนด์รวบมวยในเครื่องแบบ Scepter 4 เดินมายืนจ้องมองกองงานที่เคยเอามาตั้งไว้ให้จนตอนนี้ยังเคยมีอยู่เท่าไหร่ ก็ยังคงมีอยู่เท่านั้น ชายหนุ่มพลิกตัวหมุนเก้าอี้กลับมาจ้องปะทะกับหญิงสาวตำแหน่งสูงกว่าตน อยู่ที่นี่ด้วยกันมานานแต่การแสดงมารยาทก็ยังคงเหมือนเดิม

 

            “เป็นงานของหน่วยอื่นแท้ๆ ถึงผมจะแฮ็คข้อมูลเป็น ไม่ได้หมายความว่าคุณจะโยนงานมาให้ได้ง่ายๆนะ” ถึงจะเป็นถึงขั้นรองหัวหน้าก็เถอะ น่ารำคาญจริง.... ฟุชิมิต่อในใจ

            “ช่วยไม่ได้ เห็นเป็นเด็กเงียบๆ ไม่สุงสิงกับใคร อยู่ๆก็ได้มาเป็นหัวหน้าหน่วยรบพิเศษ คงเพราะด้วยความอัจฉริยะตั้งแต่เด็กสามารถเรียนรู้ได้ไวกว่าคนอื่น แต่พอดีเห็นว่างานง่ายๆแค่นี้ยังทำไม่เสร็จ เลยประหลาดใจนิดหน่อย รู้สึกว่าตอนที่เธอไม่อยู่ ทุกคนในหน่วยเธอก็เดือดร้อนแบกภาระเหมือนกัน เพราะงั้นทำงานไปเถอะ ไม่ต้องบ่น”

 

            เธอเทศนายาวพร้อมกับจิกลงไปในประโยคเดียวกัน กอดอกมองผลงานชายหนุ่มลูกน้องเอาแต่ใจ วันนี้เป็นวันหยุดของเธอกลับต้องมารับผิดชอบงานร่วมกันโดยที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักประแดงเดียวเพราะคำสั่งจากเบื้องบน แม้ไม่ต้องมองอะไรมากเธอก็พอเดาออกว่า หนุ่มแว่นสีดำกรอบหนานิ่งเงียบกำลังเก็บความไม่พอใจมันไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยไว้อยู่

 

            “ตั้งแต่เธอรู้ว่าเพื่อนสนิทของเธอยังคงเกิดอาการช็อคจากเหตุการณ์การปะทะกันของราชา พอจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ฟุชิมิคุง ?”

 

            หลังจากเหตุการณ์นั้นมา ฟุชิมิก็มาทำงานบ้าง ไม่ทำงานบ้าง เอาแต่อ้างว่าจะไปลาดตระเวนบ้างก็บ่อย บางทีทำงานอยู่ดีๆก็หายไปไหนไม่รู้ทำเอาลูกน้องหรือเหล่าสมาชิกใหม่ทำอะไรไม่ถูก เธอได้แต่คิดแล้วมองคนเจ้าปัญหาข้างหน้า แค่พูดว่าเพื่อนสนิท คู่สนทนาก็เริ่มฉุนแล้ว

 

            “จะเที่ยงแล้วสิ รีบไปกินข้าวแล้วกลับมาทำงานตอนบ่ายก็ได้นะ นี่เอกสารจากหัวหน้า คดีระเบิดของเธอโดยเฉพาะ”

 

            เมื่อกล่าวเสร็จเธอหยิบกระดาษใบหนึ่งให้คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นการตัดบท เขารับมันขึ้นมาอ่านแล้วเก็บใส่กระเป๋ากางเกง ลุกขึ้นเดินสาวเท้าเดินออกจากประตูไปโดยที่ไม่พูดไม่จาสักคำ หญิงสาวผมสีบลอนด์รวบมวยมองตามไปข้างหลัง บางทีก็รู้สึกชินชากับการแสดงออกแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรจนกลายเป็นเรื่องปกติแล้วก็เลยไม่อยากคิดอะไร

 

            กริ๊งง กริ๊งงง… !

 

            อยู่ๆเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เธอถึงได้เลิกสนใจชายที่พึ่งเดินออกจากห้องไปไม่นาน ชื่อผู้บังคับบัญชาหัวหน้าใหญ่ที่สุดใน Scepter 4 ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ อาวาชิมะกดรับสายพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย ตอบไปตามประเด็น

 

            “อาวาชิมะ เซริ ค่ะ ? ค่ะ... ดูท่าจะไม่ได้มีอาการทางจิตที่เรียกว่าแต่ มิซากิ อะไรอย่างที่คุณหมอว่าแล้วนะคะ เมื่อกี้นี้เองก็ยังคุยกันปกติ... ค่ะ ....มอบหมายงานเรียบร้อยแล้วค่ะ ....รับทราบค่ะ”

 

อาการมันจะหายจริงๆหรอ ?

เด็กคนนั้นมีอิทธิพลต่อฟุชิมิขนาดนั้นมากเลยหรือ ?

           

            เธอกดวางสายทั้งๆที่ยังมีอะไรค้างคาอยู่ในใจ

 

            ณ ย่านใจกลางเมือง

            ตามท้องถนนเบียดเสียดอัดแน่นไปด้วยผู้คน ช่วงเวลาเที่ยงเป็นช่วงที่หลายๆคนจะออกจากบ้านไม่ก็ที่ทำงานมาหาอะไรทานข้างนอกเอากำลังไปลุยงานช่วงบ่ายกันต่อ ดูชุลมุนสับสนวุ่นวายเรียงรายเต็มทั่วเมืองไปหมด ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ

 

            “ปล่อยยยยยยยยยยยยยยยย !!!”

 

            ทว่าเสียงเอะอะโวยวาย สร้างจุดสนใจให้กับคนรอบข้างไม่น้อย โดยเฉพาะหนุ่มร่างเล็กที่มองผ่านๆแล้วเหมือนเด็กผู้หญิงหน้าหวานติดที่ว่าไม่มีหน้าอกกำลังถูกใครบางคนลากไปที่ไหนสักแห่งด้วยท่าทีขัดขืนฝืนใจ ข้อมือเล็กๆถูกบีบจนแดงช้ำไปหมด เขาใช้มืออีกข้างทุบตีมือแกร่งอีกฝ่ายไปมาด้วยความอายในที่สาธารณะ หาได้เรียกความสนใจไม่ ก็ได้แค่กลับมามองแล้วก็เดินไปข้างหน้าต่อ

 

            “เจ็บบ ! โอ้ยยย พอแล้วซารุ มันเจ็บ !”

 

            เมื่อถึงที่หมายร่างโปร่งชะงักมือแล้วค่อยๆคลายมือออก ยาตะ เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลแดงเพลิงชักมือออกอย่างไว เอามืออีกข้างลูบรอยแดงที่ถูกบีบรัดจนแน่น แก้มเริ่มป่องสูดอากาศเป่าให้ความเจ็บหายไปเหมือนเด็กๆเขาทำกัน จ้องเขม็งมองร่างสูงโปร่งในเครื่องแบบเต็มยศด้วยสายตาจิกกัด

 

            “ลากมาดีๆก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้กำลัง แกไปโมโหอะไรมาเนี่ย ?” ยาตะเบ้ปาก

            “ไม่ได้โมโห”

 

            คำพูดสุดขัดกับหน้าตาที่กำลังบึ้งตึง ร่างโปร่งทำหน้าเบื่อหน่ายนิ้วเรียวยาวชี้ไปที่ตึกสูงขนาดใหญ่ตั้งสง่าอยู่ข้างหน้า มันคือ ‘ โรงแรม ‘ ในย่านใกล้ๆนี้ ร่างเล็กยังเอียงคองงสงสัย จนทำให้อีกฝ่ายเบื่อมากกว่าเดิมกับท่าทีใสซื่อที่ชี้ถึงขนาดโรงแรมแล้วยังจะโวยวาย

 

            “ไปที่นั่นกับฉัน” เขาเปิดประเด็น

                “ห้ะ ?... ไปทำไมวะ ?”

           

            ในขณะนั้นเอง ยาตะเหลือบไปเห็นคู่รักคู่หนึ่งกำลังโอบเอวเดินเข้าไปในโรงแรมดูมีความสุขผิดกับยาตะที่เริ่มหน้าซีดหน้าเซียว นึกแขยงขึ้นมากะทันหัน เขาหันไปมองสลับกับฟุชิมิ ร่างสูงส่งสายตาเหยียดๆไม่แยแสกลับมา ทำให้ยาตะทำตัวไม่ค่อยจะถูก เห็นอีกฝ่ายตั้งแต่ลากเขาออกมาจากหอ Scepter 4 แล้วก็ดูอารมณ์เสียตลอดทาง

 

            “ถ้าฉันรู้ว่าแกจะมาที่นี่เพื่อการนี้ กลับไปที่ห้องดีกว่าไหม”

            “กลับไปที่ห้องทำไม ก็ฉันอยากมาที่นี่”

            “มาทำอะไรที่โรงแรม ?”

            “ฉันแค่อยากระบายอารมณ์”

 

            ดูจากแววตาฝ่ายที่ลากมาแล้วเข้มขรึมจริงจังมากกว่า 3 วันที่ผ่านมา ทั้งดูร้อนรนมากกว่าปกติ ฟุชิมิไม่พูดอะไรมาก เขาก็ยังพอจะรู้ตัวอยู่ นึกถึงคำพูดของบาร์เทนเดอร์ที่เคยพูดทางโทรศัพท์เมื่อวันก่อนแล้วว่าอย่าไปทำให้เจ้าหมอนี่ไม่พอใจ... เขายังไม่รู้สาเหตุเลยสักนิดว่าทำไม แต่ก็ทำตามไปแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่

 

            “ฉันจะจ่ายค่าเข้าให้เอง ไม่ต้องห่วง”

 

            ใบหน้าหยักยิ้มของร่างสูงโปร่ง สร้างความไม่ไว้ใจเป็นอย่างมากในความคิดของยาตะ ฟุชิมิคว้าข้อมือเล็กบีบแน่นแล้วลากไปอีกรอบ จากแผลเดิมที่ยังช้ำไม่หายถูกซ้ำเติมอีกครั้งจนร่างเล็กร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด นึกจะยื้อกลับก็เกรงจะตกเป็นเป้าสายตาคนรอบข้างอีก ยาตะจึงเดินตามให้ทันจนตอนนี้ตัวเองยืนขนานกับฟุชิมิพอดี เดินตรงไปยังโรงแรม เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมปล่อยมือเขาแถมยังบีบรัดแน่นกว่าเดิมอีก ไม่เข้าใจเจ้าหมอนี่เลยจริงๆ

 

เขาแค่รู้สึกว่าหมอนี่ไม่อยากให้เขาไปไหนก็เท่านั้น

 

            ......

 

            สุดท้ายทุกอย่างมันก็จบลงที่นี่

 

            “อะ... อาาา”

 

            ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วหน้าและตัวของร่างเล็ก ทั้งร่างกายที่ได้รับไอความร้อนรอบๆทำให้ต้องปล่อยหยาดเหงื่อออกมาเต็มตัว เลือดสูบฉีดขึ้นหน้าจนอมชมพู ปากเล็กบางๆอ้าพ่นระบายความร้อนเพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกาย กำลังลิ้มรสชาติที่ไม่เคยลอง ของเหลวสีใสๆเริ่มปริ่มที่ดวงตากลมโตเล็กน้อยก่อนจะไหลลงแก้มข้างหนึ่งออกมา

            “อะ...”

            ยาตะซดน้ำซุปราเม็งอึกสุดท้ายลงคอ ตามด้วยดื่มน้ำเปล่าไปอีกหลายเฮือก ร้านนี้เป็นร้านราเม็งเล็กๆที่พึ่งเปิดใหม่มาไม่นานตั้งอยู่ใกล้ๆโรงแรมพอดี คนเลยพากันแห่เข้ามาลองชิมมากพอสมควร ยิ่งคนอัดแน่นมากเท่าไหร่ก็ยิ่งร้อนมากเท่านั้น คนต่อแถวข้างนอกเยอะจนคิดว่าถ้าไม่อยากเป็นตะคริวตายก่อนกินก็อย่าเข้าร้านเลยดีกว่า จริงๆแล้วยาตะอาจจะไม่ได้กินเลยด้วยซ้ำ ต้องขอบคุณคนข้างๆเพราะแค่สายตามันมองทุกคนก็ถอยกรูดกันหมดแล้ว

 

            “อะ... อร่อยอะ ถึงจะเผ็ดไปหน่อยก็เถอะ ! ขอบคุณที่เลี้ยงมื้อกลางวันนะ ซารุ !”

 

            ยาตะยิ้มร่ากินราเม็งอิ่มเต็มท้อง ฟุชิมิไม่ได้สนใจเสียงยาตะเลยแม้แต่น้อย มันรู้สึกเหม็นเขียวและอารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิมที่สั่งว่าไม่ใส่ผักแต่ก็ได้จานที่มีผักเต็มๆและเยอะกว่าของยาตะ เพราะความสะเพร่าและรีบร้อนของเจ้าของร้าน เขาใช้เวลาเขี่ยๆมันทิ้งนานกว่าจะกินหมด เหลือแต่เศษผักไว้ในจานโล่งๆเท่านั้น  ใจจริงอยากจะเข้าไปกินข้าวในโรงแรม แต่ร่างเล็กคิดว่าเข้าไปทำอย่างอื่น ก็เลยยื้อกันไปมาจนสุดท้ายก็ต้องมาหยุดที่ร้านนี้... ก็เป็นครั้งแรกที่ยอมล่ะนะ

 

            “กินๆเข้าไปเหอะ ผักอะ ระบายอารมณ์ ‘ หิว ‘ ของแกไง แล้วไหนจะต้องไปทำงานบ่ายอีกนี่”

            “นี่แหละงานของฉันตอนบ่าย”

            “หรอ แล้วฉันต้องกลับหอคนเดียวใช่ไหมๆ ?”

 

            น้ำเสียงคะยั้นคะยอของร่างเล็กบ่งบอกเจตนาที่แท้จริงของตนได้เต็มที่ว่า ‘ เดินกลับเองคนเดียวก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ‘ ฟุชิมิไม่ให้คำตอบ แกล้งหยิบกระดาษที่ได้รับจากรองหัวหน้าขึ้นมาอ่านอยู่นาน เท้าคางด้วยความเหนื่อยหน่าย เขาขย้ำมันทิ้งขว้างลงถังขยะใกล้ๆอย่างแม่นยำ จนร่างเล็กทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาใหม่

 

            “พูดถึงงานแกแล้ว คงได้รับคดีระเบิดนั่นสินะ งานเป็นยังไงบ้าง”

            “ยังไม่ค่อยมีข้อมูลที่พอจะสืบหาตัวได้เท่าไหร่ ”

            “ฉันพอจะช่วยอะไรแกได้ปะ ?”

 

            สิ้นเสียง ฟุชิมิหันมาสนใจร่างเล็กที่พูดอะไรออกมาโดยไม่รู้ตัว พอลองมองหน้าร่างเล็กชัดๆแล้ว หน้ายังคงแดงเพราะพึ่งกินของเผ็ดจัดลงท้องไป เหงื่อยังตกเพราะไอร้อนของคนในร้านเต็มไปหมดพอๆกับเขา เดี๋ยวสิ... นี่มันไม่ใช่ประเด็น

 

            “กินราเม็งจนเพี้ยนไปแล้วหรอ ?”

            “ไม่ได้เพี้ยนหรือเมาราเม็งอะไรทั้งนั้นแหละ ! เป็นงานของแกก็จริง แต่มันก็เกี่ยวกับฉันด้วย อยากรู้เหมือนกันว่ามันเป็นใคร ถ้าเจอตัวมันฉันจะอัดให้น่วมเลยเหอะ คอยดู !” ยาตะเริ่มออกมือไม้ท่าทางตั้งท่าจะซัดกับใครสักคน

            “พอเอาเข้าจริงก็อย่าหนีแล้วกัน ตอนนี้นายมันก็แค่คนไร้พลังทำอะไรไม่ใช่หรอ”

           

            ตามด้วยเสียงหัวเราะเย้ยยันจากชายหนุ่มร่างสูงแสดงอาการผิดกับเครื่องแบบที่แลดูมีเกียรติยศ กำลังเยาะเย้ยอีกฝ่ายด้วยความสนุกโดยส่วนตัว แต่แล้วก็หยุดลงเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายไม่ได้สะทกสะท้านอะไร กลับยิ้มตอบเขาราวกับคำที่พูดไปเมื่อกี้เป็นเพียงแค่ลมพัดผ่านๆ

 

            “จะว่างั้นก็ได้ ถึงฉันจะไม่มีพลัง แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวถ่วงใครว่ะ”

           

            มือข้างที่ถูกบีบรัดจนเป็นรอยช้ำจับเสื้อแหวกให้เห็นตรา Homra เหมือนที่เขามักจะโชว์กับศัตรูหรือป่าวประกาศกับคนอื่นๆ จะด้วยความเคยชินหรืออะไรก็ตามแต่ เจ้าของใบหน้าเรือนผมสีน้ำตาลแดงเพลิงยังยิ้มซื่อสัตย์ภาคภูมิใจ ถึงฟุชิมิไม่เห็นสัญลักษณ์สีแดงแต่เขาก็ยังเข้าใจความหมายมันดี

 

‘ จะเป็นยังไง ก็ยังคงเป็น ยาตะการาสุ ‘

อีกาแนวหน้าของ Homra

 

            “...หึ”

            “เฮ้ย คนที่อยู่ตรงนั้นน่ะ กินเสร็จรึยัง ?”

            เสียงไร้มารยาทนอกร้านตะโกนเข้ามา เดินเก้ๆกังๆเข้ามาในร้าน พวกเขามองหาต้นเสียง ดูจากคนในร้านแล้วมีเพียงแค่พวกเขา 2 คนเท่านั้นที่กินเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ออกจากร้าน

            “ฉันว่าเราออกจากร้านเหอะ” ยาตะเสนอ

            จังหวะเดียวกันที่ร่างเล็กกำลังเดินออกจากร้าน มือหนึ่งเข้ามาตบบ่าทำให้เขาสะดุ้งต้องหันกลับไปมองอยู่นานสองนาน

 

            “คาเกโนะ !!”

           

            เสียงคุ้นเคยที่ดังออกมาจากข้างนอก เจ้าของเสียงคือเขาเอง ‘ คาเกโนะ ‘ เพื่อนร่วมห้องสมัยมัธยมต้นของร่างเล็ก ไม่ค่อยเข้าเรียนชอบหาเรื่องชาวบ้านทั้งบุคลิกภาพที่ดูไม่น่าคบหาเหมือนนักเลงทั่วไป กลับสอบได้คะแนนต้นๆเสมอ ‘ อาจจะ ‘ เป็นคนที่เรียนเก่งที่สุดในห้องก็ได้ ถ้าไม่มี ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ

            หัวกะทิม้ามืดนั่นน่ะนะ

 

            “ไง ยาตะจัง ไม่เจอกันนานเลย ยังเตี้ยเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลยนะ”

            “ไม่ได้เตี้ยโว๊ย แค่มีคนสูงกว่ามายืนเทียบตังหาก ! คาเกโนะ”

            “ว่าแต่ชื่อเต็มนายอะไรนะ... ยาตะ... เอ ....ยาตะ”

            “เรียกแค่ยาตะเฉยๆเหอะ แกไม่ต้องนึกอะไรมากแล้ว”

            “อ๋อ ยาตะ มิซากิ ชื่อที่คล้ายๆผู้หญิงนั่นใช่มะ ใครจะจำไม่ได้วะ !!!” คาเกโนะตบบ่าร่างเล็กกอดรัดคอพาออกไปนอกร้าน โดยไม่รู้ตัวเลยว่ายังมีคนข้างหลังเดินตามอยู่ เหมือนมีของอะไรมาสัมผัสที่ตัวนิดๆ เขาหันกลับไปมอง “เอ๋ ? หน้าคุ้นๆแหะ... ถ้าจำแว่นไม่ผิด ไอ้แว่นนี่ ใช่ ฟุชิ...”

 

            ปัก !

 

            ฝักดาบเรียวยาวกระแทกคางคาเกโนะจนหงายหลัง เขาเซล้มลงเงยหน้ามองอดีตเพื่อนร่วมห้อง ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ กำลังยกฝักดาบขึ้นเหนือหัวด้วยมือข้างเดียว เตรียมทุบร่างอีกคนให้แหลก

            “เฮ้ยๆ อย่างน้อยมันก็เป็นเพื่อนแกนะเว้ย” ยาตะเอาตัวมาขวาง

 

            “เพื่อน ?” ฟุชิมิสบถ

            “เพื่อนหรอ ?” เขาเก็บฝักดาบไป

            “เออใช่... เพื่อนร่วมห้องพวกเราไง”

            “พูดง่ายแต่ความหมายต่ำจริงๆ” ร่างสูงโปร่งจ้องมองทั้งคนที่กำลังขวางเขา และ คนที่เซล้มลงไม่เป็นท่า ก่อนจะพูดต่อ “สมัยมัธยมฉันไม่เคยมีเพื่อนร่วมห้องนะรู้สึก”

            “ฉันไง คาเกโนะ ที่สอบได้คะแนนไล่เลี่ยพอๆกับแกแต่ไม่เคยชนะสักที ชอบโดดเรียนจนโดนอาจารย์ว่าบ่อยๆแต่ก็ไม่เคยสำนึกสนใจ มันก็พอๆกับแกนั่นแหละที่เก่งแล้วไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แถมได้ยินว่าไม่ค่อยมีใครเอาเข้ากลุ่มทำงาน มีเพียงแค่...”

            “หุบปาก !!!!!” หนุ่มแว่นกรอบหนาสีดำ คำรามเหมือนสัตว์ร้าย เขาชักดาบออกจากฝักด้วยความเกรี้ยวกราด ดวงตาเปลี่ยนไปราวกับคนละคน

 

หมอนี่อารมณ์ขึ้นๆลงๆจริงๆ

 

            “ปากสักแต่จะพูดคำว่าเพื่อนเอามาเป็นเกราะกำบังว่างั้นเถอะ... หัดลืมหูลืมตาบ้างก็ดี ว่าแต่ละคนมันก็เสแสร้งแกล้งใส่หน้ากากเข้าหากัน จนแลดูกลายเป็นคนโง่ รวมถึงคำว่า จะเป็นเพื่อนกันตลอดไป... หึ ฟังแล้วจะอ้วก”

            “ซารุ...” ยิ่งฟังคำที่อีกฝ่ายพูด มันก็กระทบถึงเขายังไงไม่รู้

            “เพราะงั้นจะชื่ออะไรหรือจะเป็นใครหน้าไหนก็ตาม ไม่เคยอยู่ในลิสเพื่อนฉันอยู่แล้ว”

 

          ตูมมมม !!

 

            เสียงระเบิดก้องกังวานจนเขาทั้ง 3 คน หันไปมองบริเวณตึกหรูอีกฟากหนึ่งใกล้ๆโรงแรม คาเกโนะตกใจสุดขีดจนต้องรีบวิ่งไปทางอื่น ปล่อยให้เหลือเพียงแค่ชายร่างสูงโปร่งในเครื่องแบบกับหนุ่มร่างเล็กแนวหน้า Homra เท่านั้น ฟุชิมิเดาะลิ้นนึกอยากจะระบายความโมโหต่อ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารายงานกับเบื้องบน รายงานสถานการณ์คดีส่วนตัว พร้อมกับสั่งลูกทีมให้เตรียมดักทางปิดถนน ตามตัวคนร้ายไป

           

            “ถึงเวลาแกต้องออกโรงแล้วสินะ ?”

            “นายก็ด้วย หรือถ้ากลัวจนหัวหดแล้วจะไปนั่งกินราเม็งกับคาเกโนะต่อก็ได้นะ”

            “ฉันรู้ดีว่าถ้าฉันไปนั่งกินกับเจ้านั่นสบายใจเฉิบ ต่อให้แกไม่ต้องไปออกโรง ผลที่ตามมามันจะเป็นยังไง” ร่างเล็กยังคงยืนกรานที่จะไป

            “แต่ถ้าฉันตายก็ความผิดแกแล้วกัน” ยาตะพูดต่อ

            “ไม่ตายหรอก ถ้านายตายฉันจะไม่ให้นายไปคนเดียว”

 

            ชั่วอึดใจเสียงเบรกรถคันหนึ่งดังเอี๊ยดจอดอยู่หน้าร้านราเม็ง สมาชิกคนหนึ่งใน Scepter 4 เดินลงมาจากรถพร้อมโค้งให้กับหนุ่มแว่นที่อายุน้อยกว่าด้วยความเคารพ น้อมรับคำสั่งแล้วเดินไปปฏิบัติภารกิจคุ้มครองคนบริเวณนั้น ส่วนรถที่จอดไว้ ฟุชิมิดึงข้อมือยาตะลากเข้าไปในรถ

            “คาดเข็มขัดด้วย”

            พูดจบหมอนั่นก็เหยียบครัทช์จนมิดมือสะบัดเช็คเกียร์ว่างแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นเกียร์ที่สูงที่สุด ยันเท้าเหยียบคันเร่งเตรียมเครื่องยนต์จนท่อไอเสียควันโขมงยกใหญ่ พอเท้าค่อยๆปล่อยครัทช์โดยที่ยังเหยียบคันเร่งค้างไว้ รถก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนทำให้ร่างเล็กที่ยังไม่ทันจะได้คาดเข็มขัดให้สนิทเกือบพุ่งไปอยู่ด้านหลังแบบใจหายใจคว่ำ เขาอาจจะตายมันตั้งแต่อยู่ในรถก็ได้ !!

            “ถ้าไม่ใช่ว่าแกก็ทำงานเกี่ยวกับผดุงความยุติธรรม ฉันว่าแกโดนใบเสร็จทั้งจำทั้งปรับไปหลายใบแล้วชัวร์ !”

            ความเร็วที่พุ่งทยานไปข้างหน้าทำให้ร่างเล็กรู้สึกเสียวไม่ใช่น้อย ถึงจะเคยเล่นเกมส์แข่งรถมาหลายต่อหลายเกมส์ แต่พอเจอของจริงมันไม่ตลก

 

เกมขับรถยังพอจะชนกับคนอื่นได้

แต่ถ้านี่เขาชนครั้งเดียวถึงตาย !!!!

 

            ตอนนี้พวกเขากำลังออกจากนอกเมือง ฟุชิมิใส่สมอลทอร์คคุยกับคนในหน่วยงาน เขาพอจะรู้ตัวผู้ก่อการร้ายแล้วว่ากำลังจะตรงไปที่ไหน เขายิ่งเร่งความเร็วของรถมากขึ้นเรื่อยๆ  หักพวงมาลัยจนสุดเลี้ยวไปมาก็หลายรอบ ร่างเล็กหลับตาปี๋ไม่อยากมอง บรรยากาศก็เงียบมีแต่เสียงฟุชิมิพูดอยู่คนเดียว

            จะว่าไปก็ยังงงกับคำพูดเจ้าหมอนี่อยู่....

            “ที่แกบอกว่า ถ้านายตายฉันจะไม่ให้นายไปคนเดียว หมายความว่ายังไง ?”

            “... นายไปดักทางทิศตะวันออก”

            “เฮ้ แกฟังอยู่รึเปล่า ?”

            “ฟังอยู่ ....อ๋อ ช่วยระดมคนไปดักทิศเหนือหน่อยแล้วกัน รู้สึกจะเป็นรถคันสีดำ มีสัญลักษณ์ตัว B ใหญ่อยู่ที่ท้ายรถ กำลังบึ่งไปทางทิศเหนือ รวมถึงฉันเองก็กำลังตามไป”

            “ซารุ”

            “ไวๆเข้า นี่คือคำสั่ง อย่าให้หนีไปได้ล่ะ”

            “ที่แกบอกว่า ถ้านายตายฉันจะไม่ให้นายไปคนเดียว หมายความว่ายังไง ? นี่ฉันจริงจังนะ”

            ร่างสูงเบาความเร็วลง สีหน้าเรียบเฉยไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบ ในขณะเดียวกันที่ยาตะอยู่ๆก็พูดออกไป... กำลังคาดหวังคำตอบอะไรบางอย่างจากคนทรยศอยู่

            “ก็หมายความว่า... อ่า ใกล้จะถึงแล้วล่ะ ฉันเห็นรถคันนั้นแล้ว”

            “ถ้าเป็นตอนนี้แกยังจะกลับมาเป็นเพื่อนฉันได้หรือเปล่า ?”

            นึกถึงเรื่องที่เจอกับคาเกโนะเกี่ยวกับคำว่าเพื่อน ยาตะถึงได้รับรู้ถึงความรู้สึกอีกฝ่าย ฟุชิมิเงียบไปสักพัก ความเร็วถูกเร่งอีกครั้งจนร่างเล็กหัวกระแทกเบาะไปเต็มๆ ดูยังไงก็คงไม่อยากตอบ

            “ฝืนพูดออกมาหรอ มิซากิ ?” ฟุชิมิยังคงมองจุดหมายข้างหน้า ตอนนี้พวกเขาเห็นรถคันสีดำแล้ว และมีสัญลักษณ์ตัว B ตามที่ได้รับรายงานมาพอดี เขาขับตามไปเลยไม่ได้มองร่างเล็กเลยว่าสีหน้าเป็นอย่างไร ที่เขานึกออกก็เพียงแค่หน้าอีกฝ่ายกำลังโกรธเพราะถูกเรียกชื่อจริงที่เหมือนผู้หญิงทั้งๆที่เขาเป็นผู้ชาย

            “ฉันพูดจริง” แต่น้ำเสียงของยาตะเริ่มสั่นคลอน

            “มีเพื่อนเยอะพอแล้วไม่ใช่รึไง จะมาหาเพื่อนเพิ่มทำไม ? ยังไงนายก็เกลียดตัวฉันในตอนนี้อยู่แล้วนี่ ? อย่ามาเพ้อเจ้อนา”

            “เพื่อนกับเพื่อนสนิทมันต่างกันนะเว้ย !”

            “งั้นหรอ ... ไม่ต้องยิงที่คน ยิงแค่ล้อรถมันพอ !!” ฟุชิมิตะโกนใส่ไมค์สั่งลูกน้องกำลังดักรอยิงอยู่ข้างหน้าพร้อมหักพวงมาลัยหลบรถที่กำลังเซไถลไปชนตึกข้างหน้า

 

            บึ้มมมม !!!

 

            เสียงรถสีดำที่มีสัญลักษณ์ตัว B ระเบิดแตกออกเป็นชิ้นส่วนแหลกละเอียด ไฟลุกโชนเผาเศษเหล็กจนคนในรถไม่น่าจะเหลือ  ฟุชิมิจอดรถลง ตามด้วยเหล่าหน่วยงานใน Scepter 4 กำลังช่วยกันตรวจสอบหลักฐานจากสภาพรถแล้ว แทบไม่เหลืออะไรให้พอจะตรวจสอบได้ ไม่นาน 1 ใน สมาชิกวิ่งออกมารายงานต่อหน้าหัวหน้าหน่วย

            “เท่าที่ตรวจสอบแล้วไม่พบคนในรถนะครับ รถคันนี้เป็นเพียงแค่กลไกตั้งมาเพื่อจุดระเบิดโดยเฉพาะ ไม่ได้มีคนบังคับอย่างที่เข้าใจครับ”

            “โดนหลอกแล้วสินะ ?”

            “แต่ก็ยังพอมีหลักฐานตกอยู่เล็กน้อย คือนี่ครับ”

            เศษเหล็กที่หลุดออกมาจากตัวรถ ยังพอมีคำสลักบางอย่าง ซึ่งก็ยังไม่สามารถแกะตัวอักษรได้จึงต้องเก็บไว้ก่อนให้หน่วยอื่นไปคัดกรอง พิสูจน์หลักฐานอีกที

            “ขอบใจมาก”

            “ครับ”

            หลังจากรายงานเสร็จ เขาก้มหัวให้ฟุชิมิก่อนที่จะเดินจากไปผสานงานกับหน่วยอื่นให้รีบมาจัดการให้เรียบร้อย ส่วนร่างเล็กที่เดินตามมากำลังกำหมัดแน่น เผชิญกับความว่างเปล่าเป็นผลตอบแทนที่อุตส่าห์เสียเวลามาหาข้อมูลแท้ๆ กลับไม่ได้อะไรกลับไปในมือเลย

            “เดี๋ยวก็ได้รู้แล้วล่ะ ว่ามันเป็นใคร” ฟุชิมิพูดขึ้น

            “อืม...”

            “ตอนอยู่ในรถ นายถามว่ามันหมายความว่าอะไรใช่ไหม ?” เขาหันกลับมามองยาตะ เจ้าตัวแค่ได้แต่พยักหน้าเป็นเชิงรับเฉยๆ

            “ถ้านายตายฉันจะไม่ให้นายไปคนเดียว... เพราะฉันจะฆ่าคนอื่นตามนายไปด้วยไง” ดูเหมือนพูดเล่นๆแต่คำมันกลับน่าขนลุกจนน่ากลัว... เพราะอย่างฟุชิมิแล้วยังไงก็คงเอาจริง

            “ฆ่าคนที่ฆ่านายก่อน แล้วฉันจะตามไปทีหลัง” น้ำเสียงที่กล่าวออกมาอย่างจริงจังและแลดูไม่น่าเชื่อของฟุชิมิ ทำให้ยาตะแอบยิ้มโดยไม่รู้ตัว....

           

            กริ๊งง กริ๊งง ! เสียงโทรศัพท์ฟุชิมิดังขึ้น

            “ครับ ท่านรอง”

            ‘ ลูกน้องเธอมารายงานแล้วนะ เสร็จเรียบร้อยดีใช่ไหม ? ‘

            “เรียบร้อยดี”

            ‘ ดีใจด้วยที่ยังพอเอาหลักฐานกลับมาได้ แต่ว่า... ‘

            “ผมรู้แล้วล่ะ”

 

            ฟุชิมิกดตัดสายทิ้ง มองกองเพลิงเศษเหล็กที่อยู่ด้านหน้า สีแดงของมันคล้ายเส้นผมของชายร่างเล็กที่มากับเขาด้วย กำลังแผดเผามอดไหม้ไปกับความว่างเปล่าก็เท่านั้น

 

บรรทัดสุดท้ายที่ราชาเขียนไว้ในเอกสาร

‘ ในระหว่างปฏิบัติงาน ห้ามพา ยาตะ มิซากิ ไปด้วย ‘

ถ้าหากถูกพบเห็นหรือจับได้จะถือว่า

 

ภารกิจล้มเหลว

 

' ทำไมกันล่ะ ? '

 

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
  • ตรงนี้ จากใจขอขอบคุณ @blood-hana  มากค่ะ ที่ทำให้เรามีแรงฮึดแต่งต่อมาจากตรงนี้ได้ ขอบคุณจริงๆค่ะ หลายๆอย่างเลย มีกำลังใจสุดๆ  ♥ (รายนี้แต่งเทพมาก ขอคารวะค่ะ)
  • อาจจะแต่งช้าหน่อย พอดีพึ่งมีไฟ *รวมทั้งหัวพึ่งแล่นได้ไม่เท่าไหร่ อย่างตื้อเลยค่ะ 555555
  • และขอบคุณคอมเม้นสำหรับเอนทรี่ที่แล้ว เนื่องจากเป็นเอนทรีที่เราอัพเลวมากค่ะ /เฮ
  • ขอบใจพรีมเป็ดผงาบมาก ที่ช่วยเราคิดชื่อตัวประกอบแสนสั้น แต่เราใช้เวลาคิด 3 ชั่วโมงไม่ได้สักที 5555555555555555

 

  • ฟุชิมิดริฟท์
  • ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการกินราเม็งค่ะ

 

edit @ 21 Apr 2013 11:33:39 by Aloil ♠ Iyochan

edit @ 21 Apr 2013 11:40:24 by Aloil ♠ Iyochan

[Fic K Sarumi] Merge our minds (?)

posted on 15 Apr 2013 22:29 by capuchinoz in K-PROJECT
เข้ามาปัดฝุ่นค่ะ เฮฮฮ (...)
ดองไปมากกก ติดเรียนพิเศษตั้งแต่แปดโมงยันเย็นเลยค่ะ 
พอเรียนเสร็จก็ต้องมานั่งมองกองการบ้านขนาดใหญ่ จะแต่งฟิคทีไร รู้สึก
อาห์ งานยังไม่ได้ทำเลย (มีสอบท่องด้วย ฮือ)
 
ถ้าถามเรื่องฟิคจริงๆก็อัพไปหลายวันก่อนแล้วค่ะ แต่ไม่ได้อัพลง Exteen (...)
 
แอบเฟลเล็กน้อย พอดีตอน 8 มัน... เอ่อ อธิบายไม่ถูกค่ะ 55555
เอาเป็นว่าเป็นบทคั่นไปแล้วกันค่ะ
ดีใจมากตอนเขียนเสร็จ พอมานั่งดูใหม่... เอ่อ พูดเยอะจัง /คำบรรยายไปไหน llorz
หรือบางคำมันพูดยาวจนคิดว่ามันกลายเป็นคำบรรยายไปซะแล้ว (ฮา)
 
พลาดมาก 
ยังไงนี่ก็ฟิคเรื่องแรกเลย มีตรงไหนผิดพลาดหรือพอจะแนะนำได้ก็ขอบคุณมากค่ะ
ตามอ่านลิ้งนี้นะคะ (ตอนนี้ขอไม่อัพในนี้แล้วกัน)
 
 
ขอบคุณมากค่ะ 
/แลดูอัพเลว
/ไม่รู้จะพูดไรจริงๆค่ะ หงิง

[Fic K Sarumi] Merge our minds (7)

posted on 23 Mar 2013 16:28 by capuchinoz in K-PROJECT directory Fiction

 

Warning : ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย ผู้ใดที่รับไม่ได้หรือไม่ชอบกด [x] ที่มุมขวาบนสุด
บนจอได้เลยค่ะ และเนื้อหามีการอ้างอิงถึงเนื้อเรื่องในอนิเมะจริงๆเล็กน้อย
เรื่องที่เขียนเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับ SS2 เลย
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
Merge our minds 
 
 
Fushimi Saruhiko x Yata Misaki
 
หมายเห็ด* แอบเพิ่มหน้าเป็น 2 เท่ากว่าเดิม รู้สึกว่าเอนทรี่ที่ผ่านมามันสั้นมาก 5555555555555 เอาทั้งที หนำใจคนอ่านไปเลยแล้วกันค่ะ =3=

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -

       

 

         “อืมม... อือ....”

 

            ปั๊กกกกก !!

 

          “โอ้ยยยย !!!”

            ดวงตาที่หลับใหลมานานเบลอตามองอย่างช้าๆ เขากวาดสายตามองไปทั่ว เริ่มค่อยๆปรับความชัดของภาพขึ้นเรื่อยๆ มือเริ่มจับต้องตัวส่วนที่เจ็บเหมือนตัวเองพลัดตกหล่นจากอะไรสักอย่าง พอกลับไปมองต้นเหตุก็พึ่งรู้ว่าตัวเองนอนดิ้นแล้วก็ตกจากโซฟาราคาแพง

 

            ของห้องใครคนหนึ่ง ?

 

            ยาตะปรับสายตามองทั่วห้องให้ชัดอีกครั้ง ที่ภายในตัวห้องมีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงหูฉี่ถูกตกแต่งเหมือนคอนโด ไม่ว่าจะทั้งคอม ทีวีจอแบน ผ้าม่านที่บดบังแสงล้วนประมวลมูลค่าได้ยาก โดยเฉพาะโซฟาที่เขาตกราคาก็ใช่ว่าราคาจะเล็กๆน้อยๆ มันนุ่มจนเขาอยากจะปีนกลับขึ้นไปนอนต่อ ทำไงได้มันตกลงมาจนเขาตื่นเสียแล้ว ร่างเล็กค่อยๆลุกยืนขึ้นเดินสำรวจของภายในห้อง ได้เพียงแค่อาศัยแสงสว่างจากม่านมู่ลี่ที่ลอดผ่านเข้ามาเท่านั้น

 

            ที่นี่ไม่ใช่ห้องของซารุฮิโกะ ?

 

          “เจ้าคามาโมโตะล่ะ ?!!!”

ลองนึกย้อนไปเหตุการณ์ก่อนหน้านี้จำได้ว่าตัวเองยังอยู่ที่เกมเซนเตอร์กับคามาโมโตะ แล้วหลังจากนั้นเขาก็จำอะไรไม่ได้อีก มันไวมากจนตั้งตัวไม่ถูก เขาจำได้ดีว่าตอนมัธยมชอบไปเล่นที่บ้านเจ้าลิง เป็นไปไม่ได้ที่จะจำบรรยากาศภายในห้องของเจ้านั่นไม่ได้ ทว่าในห้องนี้กลับมีหนังสือหลายๆเล่มเต็มไปทั่วห้องเหมือนเคยไปอยู่ห้องใครสักคน

 

     ก็เขาไม่ได้ไปที่บ้านซารุฮิโกะมา 3 ปีแล้ว

 

            หรือว่ามันอาจจะจัดเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ? คงไม่ใช่หรอก ขนาดโครงสร้างห้องมันยังไม่ใช่เลย พอมองไปรอบๆตัวอีกทีถึงทำให้เขารู้ว่าตอนนี้กำลังอยู่คนเดียว ไม่มีใคร หรือสิ่งที่หายใจได้นอกจากเขา ในห้องมันเงียบมากแต่ไม่ถึงขนาดน่ากลัว เขารีบคลำหาสวิตช์ไฟเผื่อจะได้รู้อะไรๆชัดเจนขึ้น

 

            แล้วก็ต้องตกใจ

 

            เมื่อเห็นสิ่งที่เล็กพกง่ายขนาดกะทัดรัด... สีขาวโพลน... วางอยู่บนโต๊ะคอมของใครคนหนึ่ง ยาตะรีบวิ่งไปหยิบมันขึ้นมาดูเพื่อความแน่ใจ

 

            มันคือหูฟังและเอ็มพี 3 สมัยมัธยมของเขากับซารุฮิโกะ !!!

 

          “ไม่คิดเลยว่าแกจะยังเก็บมันไว้อยู่อีก...”

            สิ่งที่เคยใช้มันฟังเพลงด้วยกัน เสียบหูฟังคนละข้างแล้วตัวเองก็จะเป็นฝ่ายพล่อยหลับไปทุกครั้ง พอหลับทีไรหัวของตัวเองก็จะเข้าไปหาไหล่ของฟุชิมิตลอด ยาตะหน้าแดงฉ่าเหมือนมีน้ำร้อนกำลังเดือดใหม่ๆ แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่หลักฐานเดียวที่ยืนยันว่าห้องนี้เป็นของเจ้าลิงมันจะไปได้อะไรกัน ? เขาเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ใจเต้นรัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น ยิ่งเจอยิ่งอยากค้นหา พอพูดถึงเรื่องหูฟังตอนนี้เขาใช้เฮดโฟนไว้สำหรับฟังคนเดียว ไม่เหมือนกับหูฟังที่สามารถใช้ในเวลาเดียวกันได้ 2 คน....

 

            พูดถึงเฮดโฟน ?

 

            “เฮ้ยย !!!”

            มือเล็กยกขึ้นมาทาบคอตัวเอง คลำๆเท่าไหร่ก็ไม่เจอเฮดโฟน นี่มันถูกปล้นชิงทรัพย์รึไง ลองเอามือจับที่หัวก็พบว่า หมวกของเขาก็หายไป เหลือเพียงเสื้อกล้ามกับกางเกงตัวเดียว นอกนั้นมันหายไปหมด แม้จะลองหาจนทั่วห้องก็หาไม่เจอ เขาเดินไปหมายจะเปิดประตูออกไป

มันถูกล็อคแน่นสนิท

 

ทั้งยังมีรหัสผ่านคอยป้องกันอีกชั้น นี่อย่าบอกนะว่าหูฟังกับเอ็มพี 3 ก็ถูกขโมยมาเหมือนกัน ? ใช่ ตอนนี้เขาควรจะโทรหาใครสักคน.... หวังว่าโทรศัพท์คงไม่หายหรอกนะ

 

            ลองเอามือล้วงไปในกระเป๋ากางเกง ยาตะเอามืออีกข้างทาบอกด้วยความสบายใจ โชคดีที่โทรศัพท์ไม่ได้ถูกขโมย เขารีบเปิดดูเบอร์ในโทรศัพท์หวังจะโทรไปหาเจ้าคามาโมโตะให้ไปตามคนมาช่วยหน่อย ประตูถูกล็อคอย่างแน่นหนาไม่มีทางที่จะออกไปได้ง่ายๆ กับของที่หายไปหลายๆอย่างมันไม่น่าจะปลอดภัยแล้ว เขากดให้บัญชีรายชื่อในโทรศัพท์ปรากฏขึ้น หลังจากที่เห็นภาพบนหน้าจอเขาก็ต้องสบถออกมาด้วยความโมโห

 

            “เพื่ออะไรวะ ?!!!!”

 

เบอร์ในโทรศัพท์ถูกลบออกทุกรายการ ยกเว้น ‘ ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ ‘

 

            โดยปกติมนุษย์ส่วนมากมักจะขอเบอร์แล้วเมมไว้แต่ไม่คิดจะจำ นอกจากคนสำคัญจริงๆ ด้วยความเคยชินยาตะเองก็หารายชื่อแล้วก็กดโทรออกจนเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่นี่ไม่คิดว่ามันจะลบเบอร์ทุกคนออกยกเว้นเบอร์มัน งั้นเขาก็เริ่มมั่นใจแล้วล่ะว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องใครที่ไหน ...เพราะมันก็คือห้องของคนที่เขาเกลียดแสนเกลียดนั่นแหละ !!!

            “ดี งั้นก็โทรให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยแล้วกัน !!”

            แม้ไม่อยากจะกดโทรรายนี้นัก ในเมื่อจำเป็นในสถานการณ์แบบนี้ จะกดลบเบอร์มันอีกคน แล้วเขาจะมีโทรศัพท์ไปทำไมในเมื่อจำเบอร์ใครก็ไม่ได้ ไม่นานอีกฝ่ายก็รับสาย

 

            ‘ อ่า มิซากิ มีอะไรงั้นหรอ ? ฉันยังไม่มีเวลาที่จะคุยตอนนี้หรอกนะ ‘

            “ถามได้ว่ามีอะไรงั้นหรอ ! ไม่มีเวลาอะไรของแก แต่ถึงขนาดเอาเวลามาจับฉันขังเนี่ยนะ แล้วของๆฉันแกจะขโมยไปทำไม ?”

            ‘ เลิกโวยวายแล้วกลับไปอ่านแผ่นกระดาษที่ฉันแปะไว้ตรงโซฟา แค่นี้แหละ ‘

 

            ฟุชิมิตัดสายทิ้ง ยาตะกำโทรศัพท์แน่นอยากจะขว้างแต่ขว้างไม่ได้ เขาเดินไปดูส่วนที่พลาดไป มีกระดาษติดไว้ที่ปลายโซฟาจริงๆ ตั้งแต่นอนตกโซฟามาก็จ้องมันไปนิดเดียวแล้วหันไปสำรวจอย่างอื่นต่อ เขากระชากกระดาษออกมาด้วยความโกรธ เพ่งเล็งมองตัวหนังสือที่ฟุชิมิเขียนไว้

 

‘ มีงานเข้ามาเร่งด่วน ฉันจะกลับมาประมาณ 5 โมงกว่าๆ อยู่ในห้องอยากทำอะไรก็ทำ ของกินอยู่ในตู้เย็น ส่วนของนายไม่ได้หายไปไหน ฉันเก็บไว้เอง ถ้ามีปัญหาอะไรนอกจากนี้โทรมา ห้ามดื้อ ห้ามซน หรือทำลายข้าวของภายในห้องฉันทั้งนั้น ถ้าหากนายซนล่ะก็ น่าจะรู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นนะ มิซากิ ‘

 

            ยังมีขู่.... ตะกี้นี้ไงล่ะปัญหา !! แล้วเจ้าลิงนั่นก็ตัดสายเขาไปดื้อๆ ยาตะเดินสำรวจห้องฆ่าเวลา มือไม้เริ่มซนยังไม่ทันขาดคำสั่งก็เริ่มจับของที่ไม่คิดว่าจะได้จับไปทั่วห้อง บางทีหมอนี่มันก็เกินหน้าเกินตาเขาไปจริงๆ

 

หน้าตาดี มีฐานะ รับราชการ ฉลาด ตอนอยู่มัธยมเรียนก็เก่ง ดูเฉิ่มๆ ทว่าป็อปมากพอสมควร ราศีดี รัศมีจับ

จนทำให้เขาอิจฉา
....เดี๋ยวนะ ? ทำไมไปๆมาๆ อย่างกับทำนายดวงคู่ชีวิตยังไงไม่รู้….

 

            ฉ่า ~~

 

            บ้า.... จะไปนึกถึงคนทรยศทำไมกัน อีกอย่างนี่มันไม่ใช่การทำนายดวงคู่ชีวิต คู่รง คู่รัก อะไรที่เขานึกเสียหน่อย ! แล้วจะไปอิจฉามันทำไม ? นี่เวลาก็จะเกือบ 5 โมงแล้ว ไอ้ลิงนี่ไม่คิดจะให้เบี้ยวเวลา ต้องเป๊ะทุกตารางนิ้ว บ่นไปก็เท่านั้น ท้องเริ่มร้องเลยสิ....

            ร่างเล็กเดินจ้ำอ้าวไปยังห้องครัว ดูท่าทางฟุชิมิยังจะพอทำอาหารเป็นเครื่องอุปกรณ์ครัวครบทุกอย่างถ้าหากใครได้เป็นแม่ศรีเรือนจะต้องสุขกายสบายใจแสนสุขอย่างแน่นอน... ไหนๆก็ขอลองเปิดตู้เย็นให้เป็นขวัญตาเสียหน่อย หือ ?

 

ตู้เย็นอย่างใหญ่ข้างในสุดแสนจะว่างเปล่า มีแค่ นม 3 กล่อง พร้อมมีกระดาษเล็กๆติดไว้ทุกกล่องว่า

เช้า – กลางวัน – เย็น

 

            “แล้วแกจะมีอุปกรณ์เยอะแยะครบถ้วนทำพระแสงอะไร....ว้อยยย ไอ้ซารุ !!!! แค่นี้ใครมันจะไปอิ่มวะ ?!!!!”

            เขาหยิบนมกล่องที่ 3 มาไม่ได้จะกินแค่น้ำนมมัน แต่จะกินเลือดกินเนื้อ กินทั้งกล่องมันให้หายแค้นไปเลย จะไม่กินก็ไม่ได้ในเมื่อท้องก็เริ่มปวดๆจุกๆเรียกร้องหาอะไรตกท้องให้มัน เนี่ยแหละคนเรา ตกลงใครเป็นเจ้าของใคร ถ้าท้องร้องเขาก็ต้องหาให้มันกิน ยังไงก็ต้องรีบกระเดือกมันเข้าไปให้ไวๆก็จบสินะ ?

 

            “แหวะ !!!!!!!!”

 

            แค่กลิ่นคาวๆเขาก็แทบจะอ้วกแล้วยังจะพยายามปิดจมูกแล้วกลืนมันเข้าไป ทำยังไงก็กลืนไม่ลงจนกระทั่งต้องสำลักออกมาเพราะวิธีกินพิสดารของตัวเอง ยิ่งพยายามเหมือนยิ่งไร้ค่า เขาสำลักออกมาด้วยความสะอิดสะเอียน แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เขาดันเผลอสำลักมันออกมาจนทำให้ครัวมันเลอะไปหมด เป็นสภาพที่คงไม่ค่อยน่าจะดูเท่าไหร่

 

            “เวร... ผ้าอยู่ไหนเนี่ย”

 

            ต่อจากเวรกรรมที่ทำนมเลอะใส่เครื่องครัวคนอื่น ยังต้องมาตามเช็ดอีก กลิ่นคาวคลุ้งนมยิ่งทำให้ต้องรีบหาผ้าเร็วๆ ยาตะวิ่งไปคว้าผ้าที่ใกล้ที่สุดแล้วรีบจัดการเช็ดกลบกลิ่นสุดจะเอียน ร่างเล็กเดินไปยังห้องน้ำเปิดก๊อกหมายเตรียมจะซักผ้า จะซักจริงๆมันก็ดันใหญ่แปลกๆ ตอนเช็ดไม่ได้รู้สึกอะไร ลองคลี่ดูดีๆแล้วถึงเห็นว่ามันเป็นชุดของฟุชิมิ.... สภาพขาดหลุดลุ่ย เปื้อนนม เห็นแล้วอนาถานักยิ่งนัก

 

            “ซวยแล้วไง...”

 

            ‘ ห้ามดื้อ ห้ามซน หรือทำลายข้าวของภายในห้องฉันทั้งนั้น ถ้าหากนายซนล่ะก็ น่าจะรู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นนะ มิซากิ ‘ ตัวหนังสือที่บรรจงเขียนบนกระดาษสีขาวลอยเข้ามาในหัวตอกย้ำซ้ำเติมคนที่จะต้องเผชิญหน้ารับกับคนจิตแตกอย่างฟุชิมิ แค่นึกก็ไม่อยากจะทำอะไรแล้ว วิบากที่ต้องหาผ้าว่าซวยแล้วนี่ยังคงต้องหาเข็มมาเย็บให้มันอีก

 

            ตอนนี้เข็มนาฬิกาชี้เวลา 17.30 น.

 

            ฟุชิมิบอกว่าจะกลับมา 5 โมงกว่าๆ และคิดว่ามันต้องมาไม่เกิน 6 โมงชัวร์... เย็บไม่ทันแน่ ยาตะ เย็บไม่ทันแน่ !! นี่แค่เช็ดนมเสื้อผ้าไหมพรหมเครื่องแบบ Scepter 4 มันบางเบาถึงขนาดเช็ดนมขาดเลยเรอะ ! รวยก็รวยแต่เสื้อผ้าคุณภาพต่ำมันไม่ใช่แล้ว !  เขาเดินกลับไปที่ห้องครัวใหม่ สถานที่ที่ไม่เคยมาจะหาของเจอได้ง่ายๆคงเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายก็เดินกลับไปหานมเจ้าปัญหาที่ยังเหลือประมาณครึ่งกล่อง อยากจะทิ้งมันไปให้สิ้นซาก เขาหยิบมันขึ้นมาเตรียมจะเขวี้ยงไปให้ตกถังขยะแถวๆนั้น พอยิงลูกเข้าประตู กระดาษที่แปะคำว่า ‘ เย็น ‘ ปลิวลอยมาตรงหน้า รู้สึกว่ายังมีคำอยู่ด้านหลังด้วย....

 

‘ กินอย่าให้เหลือ ถ้าฉันเช็คในถังขยะแล้วมันยังเหลืออยู่ล่ะก็นะ ~ ‘

 

            “โว๊ยยยยยย !!”

            บัดซบ... BINGO ตามมันทุกอย่าง !!! บอกทีว่ามันต้องการอะไร ไหนๆก็ไหนๆต้องกินอย่าให้เหลือ ปัญหาอยู่ที่จะหยิบนมออกมาจากถังมันน่าขยะแขยงมาก ถ้ามันบอกไม่ให้เหลือเขาก็เอามันไปเทใส่ชักโครกก็จบแล้ว ง๊องแง๊งจริงๆ

            กลั้นใจเอามือล้วงเข้าไปในถังขยะสุดสกปรกทั้งความที่เป็นคนใจร้อนผ่าวไม่ทันตั้งตัวกลัวว่าจะจับอะไรน่าเกลียดน่ากลัวเข้า รู้สึกพอตัวเองหยิบนมขึ้นมาแล้ว ก็เผลอขว้างมันใส่เครื่องครัวอีกรอบทำให้เลอะยิ่งกว่าเดิมเข้าไปใหญ่

 

            ‘ รหัสผ่านถูกต้อง ‘ เสียงหนึ่งดังขึ้นมาใกล้ๆประตู

 

            “รหัสผ่าน ? เฮ้ยยย !!”

 

            ….แกร่กกก

 

            ตึก.... ตึก... ตึก.....

 

            ….ตึก

 

            คนที่จะเดินเข้ามาในห้องนี้ได้ ไม่ต้องบอกว่าใคร... ยาตะแอบมองชายร่างสูงผมสีควันฟ้า แว่นดำกรอบหนากำลังถอดชุดสูทออก เดินไปวางของบนโต๊ะรับแขก ดูท่าทางยังไม่เอะใจอะไร เขากวาดสายตามองไปทั่วห้อง เดินไปเดินมาตรวจสอบความเรียบร้อย สุดท้ายก็หยุดชะงักมองห้องครัวตัวเองที่เปื้อนนมเลอะเทอะ และน่าจะรู้ว่าฝีมือแบบนี้ใครจะทำ

            “อา... มิซากิ ออกมาหาฉันหน่อยสิ ~”

            ออกไปให้โง่เส้ ! ยาตะตะโกนด่าในใจ ตอนนี้เขาหลบอยู่ในห้องน้ำ ล็อคประตูขังตัวเองเฝ้าชักโครกที่หวังอยากจะเทนมลงไปแต่ไม่สำเร็จ เท้าก็แอบเตะมันจนเจ็บขาเสียเอง

            “มิซากิ นี่ไม่ใช่เวลาเล่นซ่อนหานะ”

            แต่มันจำเป็นโว๊ยยยย เข้าใจมั้ย ? เขามองเสื้อเจ้าตัวการที่น่าจะจัดการยากที่สุดตอนนี้ ไม่รู้จะซ่อนหลักฐานยังไง เอามันยัดลงชักโครกแล้วกดให้มันไปตามกระแสน้ำคือมันก็ไม่ได้ ใช่ ยาตะฉลาดพอ ! เหมือนจะคิดแผนอะไรออก ต้องแอบเนียนสักหน่อย จัดการเปิดน้ำใส่อ่างจากุชชี่ทำเสียงเอฟเฟคให้เหมือนกำลังอาบน้ำ ถ้าจะเอาหลักฐานออกไปจากห้องนี้ก็ต้องหาอะไรมาปิดก่อน แล้วค่อยเอามันไปเย็บทีหลังแล้วกัน

            “ถ้านายไม่ออกมาหาฉันตอนนี้ล่ะก็นะ หึ....” ฟุชิมิบ่น

            “อาบน้ำอยู่เว้ย แปปนึง” เขาตะโกนกลับไป

            ... แต่จะเอาอะไรปิดหลักฐานดีล่ะ ตอนนี้เขาใส่แค่เสื้อกล้ามคงปิดชุดที่มีชายกระโปรงยาวแบบนี้ไม่หมดหรอก ต้องทำให้เนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้

            “ซ... ซารุ แกยังอยู่ไหม ?”

            “อยู่” ฟุชิมิขานรับ

            “ฉ..ฉันลืมเอาผ้าขนหนูเข้ามาด้วยอะ แกหยิบมาให้หน่อยได้ไหม ?”

            “แล้วจะให้ฉันส่งให้ยังไงหรอ มิซากิ ~~” ฟุชิมิดัก

            “แกก็แง้มๆประตูนิดหน่อย แล้วส่งให้สิวะ ฉลาดมาก”

            โล่งไป... มีเสียงเดินจากไปพร้อมกับเสียงจิ๊ตามมาทีหลัง ดูท่าทางฟุชิมิกำลังหาผ้าขนหนูมาให้ เพื่อความแนบเนียนจำเป็นต้องถอดเสื้อ กระโดดลงอ่างจากุชชี่สุดหรูให้ตัวเปียกโชกๆเหมือนอาบน้ำหน่อยๆ ไม่รู้เหตุผลของตัวเองว่าทำไมต้องทำเพื่อมันขนาดนี้เหมือนกัน         

            “มาแล้ว”

            “ส่งมาๆ แง้มๆนะเว้ย”

            ประตูห้องอาบน้ำมันก็เป็นแบบเลื่อนเสียด้วย ฟุชิมิเลื่อนมันออกไปเต็มแรง ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวคำว่าแง้มเลยสักนิด ! เขาไม่มีแรงต้านทานที่จะสู้กับร่างสูงที่กำลังจะเลื่อนประตูพอ ยาตะรีบกระชากผ้าขนหนูแล้วขว้างเสื้อกล้ามสีดำใส่หน้าเลื่อนปิดประตูล็อคทันที หวังว่ามันยังคงไม่เห็นอะไรนะ....

            เดี๋ยวนะ…

            ได้อย่างเสียอย่างแล้วล่ะ....

            จะขว้างเสื้อตัวเองไปทำไม !!!!!!

            ยาตะโวยวายทุบหัวตัวเองอยู่สักพักหนึ่ง ถ้าเป็นกางเกงตัวเดียวก็ห่อเจ้าชุดเจ้าปัญหานี่ไม่ได้อยู่ดี ถ้ามีเสื้อกล้ามอีกสักอันน่าจะพอ

            “ซารุ เอาเสื้อที่ฉันโยนใส่หน้าแกตะกี้มาให้หน่อย...”

            “หือ ? เรื่องอะไร จะเอาไปแทนผ้าขนหนูหรอ”

            “ไม่ใช่ เอามาเหอะน่ะ”

            “ดูสิเนี่ย มีใครมาทำห้องครัวเลอะเทอะไปหมด สกปรกสิ้นดี เอามันไปเป็นผ้าขี้ริ้วแทนได้ไหม”

            ปี๊ด.... ยาตะระงับอารมณ์ นอกจากจะเสียเปรียบที่ตัวเองต้องนุ่งผ้าตัวเดียวแล้ว ยังจะมีลิงกวนโอ้ยอยู่ข้างนอกขัดแข้งขัดขาทางเดินอีก

            “ถ้าอยากได้ก็รีบออกมา หวังว่าจะแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำนะ”

            รู้สึกอุบาทว์ตัวเองขึ้นมาทันที  พึ่ง 5 โมงตัวเองก็ลงทุนอาบน้ำเพื่อจะซ่อนเสื้อผ้าคุณภาพต่ำ แถมต้องเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยสภาพล่อนจ้อนท่อนบน เขาไม่ลืมหยิบกางเกงมาปิดหน่อยๆ

           

            รู้สึกจะมาช้าไป...

 

            เจ้าลิงนั่นเอาเสื้อเขาไปเช็ดเครื่องครัวมันเรียบร้อย ไม่พอยังจะฉีกเหมือนมันเป็นกระดาษบางๆแล้วโยนใส่ถังขยะ ต่อหน้าต่อตา เขาหันมายิ้มให้ยาตะแล้วโยนกระเป๋าใบหนึ่งให้เขารับโดยไม่ทันตั้งตัว

            “เพื่อนซี๊คู่หูของนายอุตส่าห์ขนเอามาให้เชียวนะ”

            คนนุ่งผ้าตัวเดียวจ้องลิงอย่างอาฆาต เมื่อเห็นว่าเจ้านั่นเดินไปทางอื่นเหมือนจะไปเปิดตู้เย็นดื่มน้ำ เขาจึงค่อยๆเปิดกระเป๋าดูว่าข้างในมีอะไร ไม่อยากจะสนใจเสื้อที่โดนทิ้งไปหมาดๆให้เสียเวลา สิ่งที่เห็นในกระเป๋าทำให้เขาหน้าแดงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบปิดแล้วรีบหาที่เก็บซ่อนมันไว้อย่างดี

            “เห็นว่าพรุ่งนี้เจ้านั่นจะเอามาให้อีกรอบ รอรับละกัน”

            “ไอ้บ้า !! แล้วทำไมเจ้านั่นต้องขนมาให้ด้วย แกคงไม่ได้ใช้อะไรเจ้าคามาโมโตะใช่ไหม ?”

            “ก็ไม่แน่นะ มิซากิ”

            “เลว !!!”

            คนนิสัยเสียข้างหน้ารินน้ำในแก้วสาดใส่หน้าร่างเล็กที่ล่อนจ่อนท่อนบนเต็มๆ เขาสะบัดหัวปัดน้ำออก เหมือนลูกหมาที่พึ่งโดนเจ้าของพาไปอาบน้ำมาใหม่ๆ พอเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายก็ยิ้มหัวเราะเยาะชอบใจก ฟุชิมิเดินมาลูบๆหัวเอ็นดูคนที่เหมือนสัตว์เลี้ยงจนน้ำสลัดจากเส้นผมสีน้ำตาลไหม้หยดลงบนร่างเล็กๆจนเปียกแฉะ เขาถึงพอใจแล้วเดินออกไปทำอย่างอื่น ปล่อยให้ยาตะยังงงของในกระเป๋าอยู่

            “รีบๆเช็ดตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้วนะ หรือร้อนนักก็ตามใจ”

            “กำลังจะไป แล้วก็ไม่ต้องมาลูบหัวฉันด้วย !”

            ส่วนของข้างในกระเป๋า มันทำให้อับอายเพราะนั่นคือพวกชั้นในทั้งหลายแหล่ของเขานั่น มีทั้งสุดรักสุดหวงถ้าใครเห็นต้องขำแน่ ยาตะรีบลากกระเป๋าไปยังห้องแต่งตัว จัดการเปลี่ยนของข้างในให้เรียบร้อย พอเปลี่ยนชุดเสร็จก็จะได้รีบกลับไปเข้าห้องน้ำแล้ว แต่ก็เปลี่ยนได้แค่ชั้นเดียวล่ะนะ.....

           

            ก็โดนลักพาตัวมา มันจะไปมีชุดใส่เองได้ยังไง ?!

 

            “แก.... ไอ้ซารุ !!!!!!”

            “วันนี้เห็นเป็นเด็กดี อาบน้ำไว จะใจดีให้ยืมเสื้อใส่ก็ได้นะ”

            บ่นไปไม่เท่าไหร่ ฟุชิมิยืนทิ้งน้ำหนักพิงหน้าประตูห้องแคบๆ ทั้งยังชงช็อคโกแลตร้อนๆ มายืนหน้าเขาพร้อมกับคนๆช้อนในแก้วสักพักแล้วก็กินยั่ว ...ขอบคุณ

            “เออ... เอามาไวๆเลย ฉันรีบ”

            “นายใส่กางเกงฉันได้หรอ ขาสั้นซะขนาดนั้น”

            “หุบปากของแกเอาไว้ไปกินข้าวเถอะ !”

            “แย่จัง นอกจากจะเห็นชิวาว่าตัวหนึ่งไม่ยอมกินนมแล้วยังจะทำให้เลอะทั่วห้อง นี่ยังมาบอกให้ฉันหุบปากไปกินข้าวอีก พอดีวันนี้รีบออกจากงานแวะซื้อข้าวกล่องมา 2 กล่อง มีแววว่าจะได้เอาไปโยนทิ้งกล่องนึงซะแล้วสิ”

            “เหอะ ก็แค่ข้าว...”

            แต่เสียงท้องชิ่งพูดไปแล้วล่ะ....

            “ตามนั้น ฉันจะรออยู่ที่ห้องนั่งเล่น รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าไวๆแล้วกัน”

            มันยกแก้วดื่มอึกสุดท้ายยั่วก่อนไป ถึงจะไม่ชอบนมเท่าไหร่เถอะ แต่ช็อคโกแลตนั่นก็ไม่เลวนะ... นึกแล้วหมั่นไส้ ยาตะหันมาสนใจตู้เสื้อผ้าต่อ มองดูทั่วๆแล้วมีแต่เครื่องแบบ Scepter 4 ทั้งนั้น มีแค่ไม่กี่ชุดที่พอจะเป็นชุดลำลอง ซึ่งแต่จะชุดเมื่อพิจารณาดูแล้วมันแทบไม่เข้ากับตัวเองเลยสักนิด ยังดีที่เจ้าคามาโมโตะเอาบ็อกเซอร์ที่พอดูได้ติดมาสองตัว เขาเลยจัดการใส่ของตัวเองตัวนึง เขาคว้านหาเสื้อ สุดท้ายเลือกเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวที่หมอนี่ชอบใส่เวลาไปทำงานหรือออกไปข้างนอก ...อย่างหลวม

           

            มันจำเป็นน่ะ มันจำเป็น !!!

            ถ้ามีเสื้อของตัวเองล่ะก็ ชาติหน้าก็ไม่อยากจะใส่ของมันหรอก !

 

            ‘ มันไม่ใช่แล้วโว๊ยยยยยยยยยยยยยยย ! ‘

            มั่นใจว่ามันต้องไม่ได้ยิน ห้องแคบซะขนาดนี้ เขาคว้าชุดเสื้อนอกเครื่องแบบ Scepter 4 มาใส่อีกชั้น อย่าหวังว่าจะได้เห็นเขาใส่เสื้อแบบนั้นออกไปให้มันเห็นเด็ดขาด !!! แต่งเสร็จจะได้รีบออกไปกินข้าวสักที

 

            โคตรตลกตัวเอง....

            วิแรกที่ฟุชิมิเห็นมันกลั้นขำแทบไม่ไหว

            เสื้อที่ถูกออกแบบอย่างสง่างาม ไม่ใช่ไม่เหมาะกับคนใส่

 

            มันจะดีมากถ้าเขาไม่ได้ใส่บ็อกเซอร์สีเหลืองอ๋อยนั่นน่ะนะ.....

 

            “ไม่มีตัวที่มันดีกว่านี้เลยรึไง” หมอนั่นหัวเราะต่อ

            “ก็เจ้าคามาโมโตะมันขนมาให้แค่นี้แหละ ทำไงได้”

     ยาตะทิ้งน้ำหนักตัวอย่างแรงบนโซฟา เว้นระยะห่างไม่อยากจะเข้าใกล้มันสักเท่าไหร่ สายตามองหาข้าวกล่องที่ว่า ฟุชิมิชี้ไปทางห้องครัว เขาเลียนแบบจิ๊ปากบ้างลุกเดินกลับไปทางห้องครัว พบเพียงแค่จานกับเศษข้าวไม่ถึงครึ่งจาน ทำให้อารมณ์ฉุนยิ่งกว่าภูเขาไฟเตรียมจะปะทุ เห็นข้าวเย็นที่ไม่พอกินแบบนี้ถึงได้เดินกลับเตรียมกำปั้นจะชกมัน

         “จะเอายังไง ?” ยาตะวางจานอย่างไม่พอใจบนโต๊ะรับแขก

          “เอายังไงอะไรหรอ ?” คนนั่งบนโซฟาถามด้วยหน้าตาเหมือนใสซื่อ... เสแสร้งสุดๆ

           “ข้าวก็มีแค่นี้ จะไปพอกินอะไร ไม่ต้องกินก็ได้มั้ง !! ฉันอยากถามมากกว่าลักพาตัวฉันมาเพื่ออะไร ? นี่ยังจะใช้เจ้าคามาโมโตะอีก”

            “ไม่กินงั้นหรอ ? ถามแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว มิซากิ เมื่อไหร่จะฉลาดสักทีเนี่ย”

           “โง่ไง ถึงได้ถาม”

ร่างเล็กจ้องหน้าสู้ เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของยาตะ ฟุชิมิก็จะยิ้มทุกครั้ง... เอามันส่งกลับไปโรงพยาบาลตลอดไปเลยได้มั้ย !!

            “ถ้าจำเรื่องตอนที่อยู่โรงพยาบาลกับฉันได้ นายก็น่าจะรู้ว่าที่ทำมาเพื่ออะไร”

            เขาเว้นจังหวะ

            “ทุกอย่างก็เพื่อนาย... เพื่อให้นายอยู่กับฉันและใช้เวลารับรู้ทุกอย่างที่ผ่านมา”

            “ก็บอกว่ามันจบลงไปแล้วไง !”

            “อย่ามางี่เง่า มันพึ่งเริ่มต้นขึ้นต่างหาก !!”

            ฟุชิมิจับร่างเล็กทุ่มลงโซฟา อาจจะโชคดีที่โซฟามันนุ่มรองรับเขาได้เป็นอย่างดี ฟุชิมิขึ้นคร่อมยาตะพร้อมกับจับหน้าให้มองมาที่เขา หน้ามันใกล้มากจนทำให้ยาตะต้องปิดตาไม่กล้าสู้หน้าคนที่กำลังเผชิญอยู่ มือไม้จับแขนอีกฝ่ายหมายจะเอามันออกไปให้พ้นๆ แต่มันแข็งแรงจนเขาสู้แทบไม่ได้....

            “รู้สึกคุยกันตอนนี้มันยังเร็วเกินไป... กินข้าวกันก่อนไหม ?”

            ร่างสูงหยิบช้อนป้อนตักเข้าปากคนที่ถูกคร่อม เขาจับกรามคนเสียเปรียบให้อ้ายอมให้คนทรยศป้อนข้าวเข้าปากโดยที่ไม่อาจจะขัดขืนได้ จนกระทั่งร่างเล็กจะสำลักข้าวออกมาฟุชิมิปล่อยมือจากที่จับคางมาเป็นปิดปากเขาแทน... กลืนมันเข้าไปให้หมด

 

            แค่กกกก !!

 

            “เดี๋ยวฉันจะกินให้หมดเอง !! พอได้แล้ว !!”

            ยาตะปัดมือร่างสูงออก น้ำตาเกือบจะไหลออกมาจากการที่กินข้าวผิดๆ ถึงมันจะน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้กิน... เขาคิดอย่างนี้ ฟุชิมิถึงจะได้ปล่อยตัวเขาออกไปดื้อๆ พยายามจะกินข้าวที่เหลือให้หมด

“มันเป็นบทลงโทษเล็กๆน้อยๆ ที่นายทำครัวฉันเลอะเทอะ แล้วก็ยังทำเสื้อฉันขาดหลุดลุ่ยแบบนี้ด้วย” ยาตะหยุดกินแล้วมองเสื้อที่ฟุชิมิถือออกมา

 

            เขาลืมมันไปได้ไง !!!

           

            “แต่ฉันไม่ถือ ยังไงเสียนายก็ต้องซ่อมมัน ราคาใช่ว่าจะถูกๆเสียด้วย หวังว่าคงจะเข็ดกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปนะ... อ๋อ แล้วมันจะร้ายแรงกว่านี้ถ้านายคิดจะหนีไปจากฉัน เข้าใจไหม ?”

            “เข้าใจแล้ว...”

            อยู่ๆรู้สึกเหมือนมีอะไรอุ่นๆมาสัมผัสบนแก้มนวล เนื้อมันแนบกันนานจนเขาทำตัวไม่ถูก ฟุชิมิดึงเสื้อคลุม Scepter 4 ออกไปเขาถึงได้สติมาอีกครั้ง ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อเหมือนไม่รับรู้อะไร

 

            นี่เขาโดนหอมแก้มหรอ ?

 

“เกลียดพวกชุดน้ำเงิน ก็อย่าทรยศ Homra ด้วยการใส่มันสิ”

เขาถือเสื้อเดินออกไปแล้วหัวเราะเยาะ

 

         

edit @ 23 Mar 2013 16:45:11 by Aloil ♠ Iyochan

ไม่อยู่ 6 วันนะคะ ' v ' ....