Aloil ♠ Iyochan View my profile

[Fic K Sarumi] Merge our minds (1)

posted on 24 Feb 2013 17:36 by capuchinoz in K-PROJECT directory Fiction

 

Warning : ฟิคเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย ผู้ใดที่รับไม่ได้หรือไม่ชอบกด [x] ที่มุมขวาบนสุด
บนจอได้เลยค่ะ และเนื้อหามีการอ้างอิงถึงเนื้อเรื่องในอนิเมะจริงๆเล็กน้อย
เรื่องที่เขียนเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับ SS2 เลย
หากว่า SS2 ออกมาเมื่อไหร่จะก็ ลืมฟิคนี้ไปได้เลยค่ะ 5555555555555+
 
ยังไม่ได้อ่านอินโทร นี่เลยค่ะ > INTRO
- - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
 
Merge our minds 
 
 
Fushimi Saruhiko x Yata Misaki
           

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -

            วันนี้เป็นเช้าที่อากาศดี ทำงานได้สบาย ยกเว้นที่ .... Scepter 4

            “ฟุชิมิคุง...!!!”

            “ฟุชิมิคุง...!!!”

            “ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ !!!!”

            เสียงเปิดประตูดังไปหลายห้อง สร้างความผวาให้กับทุกคนใน Scepter 4 ที่เดินผ่านไปผ่านมา ต่างรีบไปทำงานของตัวเอง กลัวระเบิดดั่งภูเขาไฟของ รองผู้บริหาร อาวาชิมะ เซริ ที่กำลังตามหาตัวการที่มัวแต่ไปเถลไถลที่ไหนไม่รู้ ห้องนี้แทบจะเป็นห้องสุดท้ายที่เธอหา จริงๆแล้วตัวอาคารของ Scepter 4 ก็พังทลายและเสียหายเป็นอย่างมาก เพราะพลังทำลายล้างของ สุโอ มิโคโตะ ทำให้เหลือห้องที่ใช้งานได้เพียงไม่กี่ห้อง แต่สุดท้ายเธอก็ยังไม่เจอตัวการอยู่ดี

            “เจ้าบ้านี่ ถ้าเจอตัวเมื่อไหร่ล่ะก็นะ...!”

            “เกิดอะไรขึ้นล่ะ อาวาชิมะคุง ?”

            มุนาคาตะ เรย์ชิ ราชาแห่ง Scepter 4 หรือ บลูคิง ที่กำลังเดินมาสำรวจงาน ทักทายรองผู้ช่วยที่กำลังหัวเสีย เธอเก็บอาการแล้วรักษามารยาททำตัวให้เป็นปกติ

            “กำลังหาฟุชิมิคุงอยู่ค่ะ ไม่รู้ไปเถลไถลที่ไหน งานยังไม่เสร็จเลย นี่ก็หายไปไหนอีกแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป คงต้องให้เขียนรายงานสำนึกผิดมาส่งสักหลายๆฉบับดีไหมคะ ?”

            “ใจเย็นก่อน อาวาชิมะคุง ผมว่าฟุชิมิคุงอาจจะมีเหตุผลอยู่ก็ได้ ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีงานที่เร่งด่วนอะไรมากมายใช่ไหมล่ะ ?”

            “ใช่ค่ะ แต่ว่า....”

            “เพราะงั้นเชื่อในตัวเขาเถอะครับ”

            “ค่ะ”

            ตอนนี้ Scepter 4 คงไม่มีอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับ Homra ดังนั้นการทำงานที่ดีที่สุดตอนนี้คือการซ่อมแซมอาคารที่พังชำรุดหลายแห่งให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนจะดีที่สุด ใน Scepter 4 ทุกคนถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แต่ที่เธอต้องลำบากตามหาตัวการขนาดนี้ นอกจากเจ้าตัวจะมีงานเยอะแล้ว ยังเป็นถึงตำแหน่ง ‘ หัวหน้าหน่วย ‘ ทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยใจกับสิ่งที่ไร้ความรับผิดชอบของคนๆนี้จริงๆ

            “อาวาชิมะคุง ไม่ลองโทรไปหาล่ะ”

            “โทรไม่ติดเลยค่ะ คาดว่าน่าจะปิดเครื่องไว้”

            “งั้นหรอ”

            บรรยากาศทั้งหมดถูกความเงียบครอบงำชั่วครู่ เสียงโทรศัพท์ของบลูคิงดังขึ้น เขากดรับโทรศัพท์ ในช่วงที่กำลังชุลมุนวุ่นวายแบบนี้การที่จะเป็นผู้บริหารมันยุ่งจริงๆ

            “ได้ครับ ....ครับ ....สวัสดีครับ” เขาวางสายพร้อมกับยิ้มนิดๆ

            “ผมติดธุระนิดหน่อย คุณช่วยไปตรวจพื้นที่ตามนี้ทีนะ”

            อาวาชิมะ รับแผนที่พร้อมกับข้อมูลที่มุนาคาตะเตรียมไว้ เธอขานตอบรับแล้วรีบไปปฏิบัติหน้าที่ทันที อย่างน้อยก็คงเอาเวลาที่ตามหาคนบางคนไปทำงานดีกว่านะ ?

            ......

            “ถามว่าฉันต้องการอะไรงั้นหรอ มิซากิ? ลองถามตัวเองก่อนสิ”

            “ตอนนี้ฉันอยากไปหามิโคโตะซัง หลีก-ไป-ซะ”

            ยาตะเน้นเสียงแน่นถ้าเป็นได้อยากจะชกคนข้างหน้าให้สะใจให้กระเด็นไปเลย ถ้าไม่ติดที่ว่าเขาต้องสูญเสียพลังไป ดังนั้นการที่จะอยู่เฉยๆและใจเย็นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานะการณ์แบบนี้ เขาค่อยๆก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง ครั้งนี้ฟุชิมิไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆแต่กลับมีเสียงตามมาข้างหลังแทน

            “อ่า... รู้สึกเรายังไม่ได้เคลียร์บัญชีเก่ากันเลยนะ อย่าพึ่งหนีปัญหาสิ”

            ต้องพยายามไม่สนใจไว้ ยาตะคิดอย่างนั้น ตอนนี้จุดมุ่งหมายอยู่ที่มิโคโตะซัง ไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจคนยียวนชวนน่ารำคาญอย่างฟุชิมิ เขาก็แค่แกล้งเพื่อความสนุกส่วนตัว

            “นายจะต้องสูญเสียใครไปอีกสักกี่คนถึงจะพอใจนะ”

            “ฉันอยู่ตรงนี้แล้วไง มิซากิ” ฟุชิมิพูดต่อ ยาตะยังคงเงียบ

            “ต่อให้นายหนีไปไกลแค่ไหน ต่อให้นายเมินกับความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนนายก็หนีไม่ได้อยู่แล้วนี่ ?”

            “ฉันว่าแกเอาคำพูดของแกไปทบทวนใหม่ดีกว่านะ ซารุ !!!”

            คนที่เงียบไปสักพักโต้ตอบอย่างฉุนเฉียวและโมโหสุดๆ เขาเปลี่ยนทิศทางที่จะเดินและเดินกลับมาหาฟุชิมิ พร้อมกลับกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายมาเคลียร์กันตรงๆ คนที่ถูกกระทำกลับยิ้มอารมณ์ดีมากกว่าเดิม

            “มิซากิ... นายคงไม่รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวสินะ”

            “โดดเดี่ยวอะไรกัน ? ก็แกเป็นคนทรยศ Homra เองนี่”

            “เพื่อตัวนายไง มิซากิ นายคงไม่รู้สินะ ว่าการที่มีคนคอยมองอยู่ข้างหลังนายตลอดมันรู้สึกยังไง ฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้นายสนใจ ถึงจะได้รับความรู้สึกเกลียดกลับมาแต่มันก็ยังดีกว่าถูกเมิน นายน่ะ เคยเข้าใจความรู้สึกฉันด้วยหรอ ? หึ ไม่สิ ไม่เลย”

            ฟุชิมิเว้นจังหวะ

            “นายกลับมาสามารถหัวเราะกับคนอื่นได้อย่างมีความสุขกับคนอื่นๆทั้งๆที่ไม่มีฉัน นายเอาแต่โทษฉันว่าฉันเป็นคนทรยศต่อ Homra และเกลียดฉันทุกครั้งที่เห็นหน้า คงเป็นไปไม่ได้หรอก ที่ฉันจะออกมาโดยที่ไม่มีสาเหตุ ฉันเบื่อเต็มทนที่จะต้องมาเล่นเป็นครอบครัว และเบื่อกับการที่จะต้องคอยมองใครบางคนอยู่ตลอดเวลา”

            “งั้นแกก็เลยโทษฉันสิ ? ซารุ... แกน่ะ เอาแต่กักขังความรู้สึกของตัวเอง แกไม่เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆเลยรึไง ทุกคนใน Homra ก็ดีกับแกทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น มิโคโตะซัง โทสึกะซัง คุซานางิซัง มีแต่แกนั่นแหละที่เอาแต่ใจตัวเอง จริงๆถ้าแกปรับปรุงตัวให้เข้ากับคนอื่นให้ได้ตั้งแต่แรกก็จบ”

            “เวลาพูดน่ะ มันพูดง่ายนะ มิซากิ นายคิดว่าการที่มีพวกพ้องเยอะๆพวกนั้นจะสามารถช่วยนายได้ตลอดเวลาที่นายมีปัญหาว่างั้นสิ ทุกคนจะต้องช่วยนายอย่างแน่นอนเลยงั้นหรอ ? น่าผิดหวัง...”

            “เหอะ ถ้าแกคิดว่าแกสามารถอยู่บนโลกนี้ได้คนเดียวก็แล้วแต่แกเถอะ แกควรจะเลิกปิดกั้นตัวเองสักทีแล้วหัดเปิดใจเสียบ้าง มันคงจะดีกว่านี้แล้วกัน นี่แกไม่คิดบ้างหรอว่าฉันรู้สึกยังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้น แกคิดว่าพอแกทรยศไป ฉันจะอยู่เฉยๆโดยไม่รู้สึกอะไรเลยหรอ”

            “หึ อย่างน้อยนายก็ยังมี มิโคโตะซัง อันเป็นที่รักของนาย เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจต่อไปไงล่ะ”

            และนี่เป็นสิ่งที่ฟุชิมิไม่มี....

            “ใช่แล้ว มิซากิ... บนโลกนี้มีแค่ ‘ ฉัน ‘ กับ ‘ นาย ‘ เท่านั้น บนโลกนี้มีแค่เรา 2 คนเท่านั้น !!!”

            ฟุชิมิระเบิดอารมณ์ออกมา ต่อให้แม้ว่าโลกนี้จะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นอะไรไปเขาก็ไม่สนใจทั้งนั้น ในโลกของเขา ในความคิดของฟุชิมิมีเพียง ‘ ยาตะ มิซากิ ‘ คนเดียวในใจของเขา

            “ซารุ !! เลิกบ้าสัก----“

 

            ปัง !!!!

           

            กระสุนปืนถูกยิงเฉี่ยวยาตะไปเพียงไม่กี่เซน เขาถูกฟุชิมิผลักตัวออกไปอย่างแรง ตอนนี้ทั้ง 2 คนกำลังเผชิญหน้ากับอันตราย ถึงฟุชิมิจะยังมีพลังอยู่แต่ไม่เขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้ศัตรูอยู่ที่ไหน ยิ่งอาวุธที่เขาใช้เป็นระยะประชิดแล้ว การที่เจอกับปืนโดยที่ไม่เห็นตัวหรือเป้าหมายศัตรูเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดา ฟุชิมิตัดสินใจลากยาตะออกจากพื้นที่ทันที เขา 2 คนวิ่งไปเรื่อยๆหลบอยู่ในซอกตึกร้างตึกหนึ่ง เสียงปืนยังคงยิงไปยิงมาจนกระทั่งเบาลงเรื่อยๆ ทำให้ฟุชิมิเริ่มรู้สึกมั่นใจขึ้นมานิดหน่อยว่าจะไม่มีอะไรตามมา

            “ตะกี้มันเกิดอะไรขึ้นวะ แฮ่กกก”

            ร่างเล็กถอนหายใจรัวๆ เขาวิ่งมาไกลมาก รู้สึกอนาถถึงตัวเองว่ามีสเก็ตบอร์ดแท้ๆแต่กลับใช้ไม่ได้ โดนเจ้าลิงซารุฮิโกะลากวิ่งมาราธอนไปด้วยกัน แต่ตอนนี้ยังรู้สึกไม่อยากขอบคุณมันสักเท่าไหร่ ตัวเองมีทั้งไม้เบสบอล สเก็ตบอร์ดไว้ติดตัว กลับใช้ทำอะไรศัตรูไม่ได้แม้กระทั่งคนที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยก็ตาม นึกทีไรแล้วรู้สึกเซ็งจิต

            “น่าจะผู้ก่อการร้ายมั้ง ตอนนี้เราหลบอยู่ในนี้ก่อนแล้วกัน”

            “แล้วแกไม่คิดจะไปจับผู้ร้ายไรนั่นของแกเลยรึไง หน้าที่แกไม่ใช่เรอะ”

            “ไม่ได้รับคำสั่ง”

            ให้ตาย... ยาตะอยากจะใช้โอกาสนี้วิ่งหนีไอลิงโรคจิตนี่ไปมาก เขาอยากจะเอาไม้เบสบอลทุบหัวให้มันสลบแล้ววิ่งกลับไปที่บาร์ ไปหาคุซานางิซังจะดีกว่า สถานการณ์แบบนี้ถ้าไม่มีสติพอก็ทำตัวอะไรไม่ถูกจริงๆ

            “แล้วแกมีไรจะพูดอีกมั้ย ?”

            ได้รับความเงียบตอบกลับมา ฟุชิมิยืนมองออกไปข้างนอกสำรวจหาผู้ก่อการร้าย เพื่อความมั่นใจความปลอดภัยของตัวเอง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าสงสัยแล้ว เขาจึงเดินกลับมาหายาตะเหมือนเดิมแต่ก็ยังไม่ปริปากพูดอะไรอยู่ดี

            “ซารุ แกมีในสิ่งที่ฉันไม่มี และแกก็ไม่มีในสิ่งที่ฉันมีเหมือนกัน”

            ยาตะเริ่มนั่งลงอย่างเหนื่อยล้า

            “ตอนนี้แกยังคงทำงานอยู่ Scepter 4 แกยังคงดำเนินชีวิตไปตามปกติอย่างที่แกควรจะเป็น แต่สำหรับฉันตอนนี้มันไม่ใช่... มันต้องเริ่มใหม่เกือบทุกอย่าง”

            “....”

            “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันผ่านมาทั้งหมดแล้ว มันสูญเสียไปแล้ว มันเอากลับมาไม่ได้ แต่นี่ยังไม่พอฉันยังต้องเจอกับเรื่องพวกนี้อีก แกคิดว่าฉันควรจะทำยังไงล่ะ ? ซารุ แกบอกฉันมาสิ บอกฉัน !!”

            “มิซากิ !!!!”

           

            บึ้มมมมม !!!!

 

            เหมือนจะไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่ฟุชิมิคิด มีบางอย่างเกิดระเบิดอย่างแรงขึ้นใกล้ๆกับซอกตึกที่พวกเขากำลังซ่อนตัวอยู่ แต่ด้วยฝุ่นและควันที่เริ่มโขมงก่อตัวขึ้นทำให้พวกเขาหายใจแทบไม่ออกในที่สุดทั้ง 2 คนก็สลบไปพร้อมกัน

            “ให้ตายสิ ไม่ทันหรอเนี่ย !!!”

            รองอาวาชิมะ เซริ รีบเข้ามาดูที่เกิดเหตุ เธอเรียกหน่วย Scepter 4 ให้เตรียมพร้อมที่จะเจอกับปัญหาต่อไป แต่แล้วเหตุการณ์นี้ก็เงียบลงเมื่อไร้การเคลื่อนไหวของคนร้าย ได้เพียงแค่ตรวจสอบหลักฐานที่เกิดขึ้นเท่านั้น

            “ฟุชิมิ ยาตะ !!!”

            เธอรีบโทรเรียกรถพยาบาลให้มาให้ไวที่สุด พร้อมผสานงานกับ Scepter 4 ให้รักษาความปลอดภัยในบริเวณที่เกิดขึ้น เธอพยายามเรียกสติทั้ง 2 คนให้ฟื้นขึ้นมา จนสุดท้ายรถพยาบาลก็นำตัวพวกเขาส่งไปที่โรงพยาบาลทันที

            .......

            “อะ.... อืมมม”

            “ยาตะจัง ยาตะจัง !! เป็นไงบ้างน่ะ” คุซานางิ อิสึโมะ ดีใจแทบเป็นบ้าเขาถลากอดยาตะแน่น อีกทั้งยังมีแอนนาที่ยังอยู่ข้างๆอีกด้วย เธอกุมมือยาตะไว้พร้อมกับยิ้มบางๆให้

            “เอ่อ...” เขาพอจะรู้ตัวแล้วว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

            “ดีใจจังที่นายไม่เป็นไรมาก ยาตะจังเจ็บตรงไหนมากหรือเปล่า ? เห็นสลบไปนานหลายชั่วโมงเลยนะ หมอบอกว่าหัวนายได้รับการกระแทกเล็กน้อย เขาให้พักฟื้นอยู่ที่นี่สักคืนนึงก็น่าจะกลับบ้านได้แล้ว”

            “มิซากิหายไวๆนะ” แอนนากุมมือยาตะแน่นกว่าเดิม

            “ขอบคุณมากนะ คุซานางิซัง ขอบคุณมากนะ แอนนาและ... ทุกๆคน”

            ยาตะยิ้มมองคนภายในห้อง ในที่นี้ไม่ได้มีเพียงแค่คุซานางิและแอนนา แต่ยังมีคนใน Homra ทุกคนคอยให้กำลังใจอยู่ด้วย

            “แล้วคุซานางิซังรู้ได้ไงว่าผมอยู่ที่นี่ ?”

            “เซริจังโทรมาน่ะ เธอบอกมาแค่ว่ายาตะจังอยู่โรงบาลนี้ แต่เขาโทรมาแค่นี้จริงๆนะ ฮะๆๆ”

            เขาหัวเราะเจื่อนๆ

            “แล้ว... แล้วอีกคนล่ะ ? เป็นไง....” ยาตะพูดเสียงสั่น

           

            .........

            “ผม มุนาคาตะ เรย์ชิ หัวหน้า Scepter 4 ครับ”

            “มาหาคนไข้ ที่ชื่อ ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ ใช่ไหมครับ ?”

            คนสวมชุดกาวน์สีขาวเดินออกมา เขาถือเอกสารรายงานอาการของคนไข้

            “ครับ อาการเป็นยังไงบ้างครับ ?”

            “เอาเป็นว่าคุณฟังหมอก่อนนะ คนไข้รายนี้ได้รับบาดเจ็บมากกว่าอีกคนที่มาด้วย แต่เขาได้สติและฟื้นขึ้นมาเป็นคนแรกซึ่งพอหมอเช็คอาการดูแล้ว ไม่มีอะไรที่ได้รับกระทบกระเทือนมากก็จริง ผมอนุญาติให้ออกจากโรงบาลได้พรุ่งนี้เลย แต่ว่าพอหมอดูอาการของคนไข้ดีๆแล้ว น่าจะให้พักอยู่ที่นี่อีกสักอาทิตย์นึงจะได้ไหมครับ ?”

            “มีอะไรได้รับการกระทบกระเทือนหรอครับ?”

            “ร่างกายปกติดีครับ แต่หมอรู้สึกว่าคนไข้น่าจะมีอาการทางจิตมากกว่า หลังจากที่คนไข้ฟื้นขึ้นมา เขาจะพูดแต่คำว่า ‘ มิซากิ ‘ คำเดียว พอหมอถามอะไรไป เขาก็ไม่ยอมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีความเป็นมายังไง ได้แต่ถามหาเจ้าของชื่อ หมอรู้สึกว่าเขาน่าจะยังมีความรู้สึกที่โหยหาและห่วงคนๆนั้นอยู่มากพอสมควร หมอเลยอยากให้เขาอยู่ที่นี่อีกสักพักเพื่อได้รับการบำบัด”

            “มิซากิงั้นหรอครับ ? งั้นผมขอเข้าไปเยี่ยมคนไข้ได้ไหม ?”

            “ได้ครับ”

            มุนาคาตะพยักหน้ารับ โดยที่รองอาวาชิมะจดรายละเอียดอยู่ข้างหลัง ก่อนที่จะกล่าวขอบคุณหมอที่เป็นคนรับหน้าที่ดูแลคนไข้รายนี้

            “อ๋อ ลืมไป ขอโทษนะครับ หมอคิดว่าคนที่เขาเรียกชื่อ ‘ มิซากิ ‘ เนี่ย น่าจะเป็นชื่อคนรักของเขาใช่ไหมครับ ? สำหรับหมอเองก็มีวิธีการบำบัดทางจิตแพทย์ทั่วไป แต่ถ้าสามารถแก้ได้ด้วยตัวของคนไข้เองอาการก็จะดีขึ้นมากยิ่งกว่าวิธีของหมออีกนะ เพราะงั้นไม่ต้องห่วงอาการของคนไข้นะครับ จำไว้นะครับว่า ‘ เหตุเกิดที่ไหนให้ดับที่นั่น ‘  แก้ที่ตัวต้นเหตุจะดีที่สุดครับ หมอคงขอตัวไปทำธุระก่อน”

            “ขอบคุณคุณหมอมากๆครับ”

            ทั้ง 2 คนเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงห้องของฟุชิมิที่กำลังพักรักษาตัวอยู่ มุนาคาตะได้แต่มองแค่ป้ายชื่อที่แหวนไว้อยู่เฉยๆ

            “ต้องขออภัยที่ทำงานผิดพลาดด้วยค่ะ” รองอาวาชิมะโค้งตัวลง

            “ไม่เป็นไร ผมว่าแบบนี้มันอาจจะดีแล้วล่ะ” มุนาคาตะยังคงไม่ยอมเปิดประตูเข้าไป

            “จะไม่เข้าไปเยี่ยม ฟุชิมิคุง หน่อยหรอคะ ?”

            “ผมเปลี่ยนใจแล้ว ตอนนี้คุณคงทำงานเหนื่อยๆใช่ไหม ? อาวาชิมะคุง ตอนนี้ผมนึกอะไรบางอย่างออกแล้วล่ะ มันเป็นงานที่ผมอยากจะให้คุณช่วยหน่อย ถามจริงๆคุณไหวหรือเปล่า ?”

            “ไหวค่ะ”

            “งั้นผมจะมอบหมายภารกิจใหม่ให้คุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปและมันจะเริ่มหลังจากที่ฟุชิมิคุงออกจากโรงพยาบาล”

            หากทุกคนใน Scepter 4 ได้ยินคำนี้คงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันอยู่ชั่วครู่ แม้แต่รองอาวาชิมะยังแทบหน้าซีดไปตามๆกัน

 

เป็นไงเป็นกันก็คราวนี้แหละ !!

 

“....เธอโลเลอะไรอยู่หรือเปล่า ฟุชิมิคุง ?” เขาพูดเสียงเรียบ

ต่อจากนี้เป็นต้นไป

 

คือการพิสูจน์จิตใจที่แท้จริง

 

- -- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

แล้วจะมาอัพตอน 2 ต่อค่ะ ช่วงนี้ติดสอบมากเลยมีไรตัวเองก็ได้แค่บ่นๆในทวิตเท่านั้นเอง (ฮือออออ)
เป็นยังไงบอกได้นะคะ จะพยายามมาอัพให้ไวที่สุดค่ะ /อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีคนอ่านของหล่อนมั้ย กร๊ากกก
 
ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้นะคะ ♥
//ขอตัวไปทำงานต่อแล้วค่า ขอให้ทุกคนสนุกกับฟิคนะ *พึ่งลงเรื่องนี้ครั้งแรกเลย ฮาา -////-*
 
มาลุ้นกันนะคะว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฮ่าๆๆๆ
(ซารุมิ บันไซ !! ) Undecided

Comment

Comment:

Tweet

โฮกกกกก ติดแล้ว ดราม่าเรอะ ม่ายยยยย

#8 By yong-w- on 2013-03-04 15:21

อย่าจิตไปมากกว่านี้เลยนะซารุ แค่นี้ก็มากพอละ
บลูคิ๊งงง ว่างมากเรอะนั่นนน ฮ่าๆๆ
มาอัพต่อเร็วๆล่ะสาวน้อยย รออยู่เน้ิอ  =w=;

#7 By WAN-NEON96 on 2013-02-26 18:41

ไม่ไหวแล้ววอยากอ่านต่อรีบๆมาต่อนะคะ ; w ;

#6 By - (103.7.57.18|223.204.20.96) on 2013-02-25 01:37

ตอนแรกแอบช็อคตรงคำว่า"มีอาการทางจิต"
แต่ถึงหมอไม่บอก คุณลิงเธอก็ดูจิตอยู่แล้วอ่ะนะ
sad smile รอลุ้นตอนต่อด้วยค่ะ

#5 By Meow~* (103.7.57.18|103.10.231.3) on 2013-02-25 00:30

ฟิน.. _/////_//มุดลงใต้โต๊ะ มาอัพต่อไวๆนะคะ><

#4 By TooN_SabA (103.7.57.18|182.52.1.166) on 2013-02-25 00:10

>o <  เอามิซากิมารักษาซารุซิ  
มนคตคิดอะไรอยู่นะ อยากรู้แล้วค่ะ แต่คาดว่าเราคงคิดตรงกัน(?)
รออ่านต่อนะคะ    สู้ๆนะ

#3 By drsm (103.7.57.18|171.97.79.172) on 2013-02-24 22:19

โอ้ววันนี้ลงสองตอนเลยย ขยันจัง=w=ดีค่ะ เราชอบ555
กรี้ดดดลิงมันคิดถึงแต่ยาตะฉันล่ะฟินนนน
มุนาจะเป็นพ่อสื่อสินะค่ะ5555+

#2 By k-myst on 2013-02-24 19:13

ทำไมต้องดราม่าคะ!!!
/ทนดราม่าไม่ค่อยได้
ฮืออออ แต่ยังไงก็จะติดตามตอนต่อไปค่ะ  
สู้ๆนะเคอะ~

#1 By ki-chikirin on 2013-02-24 18:05

ไม่อยู่ 6 วันนะคะ ' v ' ....